แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Warintira แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Warintira แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

ระเบิดเวลาในฤดูร้อน



ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน
อากาศยามเช้าที่นี่..ชายแดนใต้ ยังคงเย็นสบายเสมือนฤดูหนาว
ยังคงได้ฟังเสียงนกร้องเพลง..สลับกับเสียงเฮลิคอปเตอร์ ที่ยังบินวนกลางสมรภูมิ

แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงสาย เริ่มระอุ ทั้งอุณหภูมิภายนอกและในหัวใจ
ผู้เขียน..กำลังร้อนรุ่มทุกๆ เวลา ด้วยพลังความร้อนที่ประดังเข้ามา
 หลายสิ่ง หลายอย่างกำลังรุมเร้าหัวใจและสมองแทบจะระเบิด
แม้จะเรียนรู้ หัวใจตนเอง รู้ตัวถ้วนทั่วในทุกขณะจิต หรือในขณะที่หัวใจกำลังเต้น
สมองและหัวใจก็ยังตีบตื้อตัน และอื้ออึง

...ได้แต่บอกตัวเอง ว่า ต้องผละ ไปจากที่นี่ ก่อนที่ระเบิดเวลาจะทำงาน
และแม้จะบอกตัวเองอีกว่า...การสยายปีกบินหนี ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย..ก็ตามที
และในขณะที่พร่ำพรรณาถึงตัวเองในยามนี้
..ท้องฟ้าอึมครึมคล้ายฝนจะตก
และในที่สุด..ละอองฝนก็สาดกระเซ็น สัมผัสทุกสรรพสิ่งให้ชุ่มชื้น 
นกก็ยังบรรเลง ขับขานอย่างรื่นเริง

..ยกเว้น..ปีกของหัวใจที่นิ่งสงบเพียงภายนอกแต่ร่ำร้อง ร้อนรนจะบินจากไป.

ขอบคุณภาพ นก จาก หมอกดำ

Nevermind บันทึก ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๗

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

แรงเหวี่ยงหัวใจ


ต้อนรับปีม้า..คึกคัก ด้วยแรงเหวี่ยงของหัวใจ......วันปีใหม่...สำหรับฉันหลังจากเสร็จภารกิจร่วมตักบาตรอาหารแห้งรับวันปีใหม่แล้ว..อยู่โยงเฝ้าสำนักงานเพียงลำพัง...เหมือนจะรู้สึกดี กับความรู้สึกเดียวดายอย่างที่เคยชอบแต่..วันนี้...ห้องทำงานเพียงไม่กี่ตารางเมตรกรู้สึกว้างเกินไป...ความเงียบ ทำให้รู้สึกอ้างว้างจนรู้สึกกลัว


นาย..โผล่หน้ามาถาม..เด็กๆ ไปปีใหม่กันเหรอ?...
แล้วก็ไป(..หรือว่าฉันต้องพิจารณาตัวเอง)

หากฉันรู้ล่วงหน้าสักนิด..ว่าหัวใจฉันไม่พร้อมอยู่ลำพัง
วันนี้..ฉันคงอยู่กลางป่า บนยอดดอย อยู่ท่ามกลางอ้อมกอดขอภูผาที่ไหนสักแห่ง……
....คงรู้สึกอบอุ่นในหัวใจได้มากกว่า

วันปีใหม่...ปีนี้
ฉันว่า..ใจฉันหวั่นไหวและอ่อนแอกว่าที่เคย
บรรยากาศข้างนอกอึมครึม..สายลมอ่อนพัดใบไม้ไหว...ละอองฝนพร่างพรมอย่างบางเบา
แต่หัวใจฉัน...วูบไหวและเหวี่ยงได้มากกว่า ทั้งที่มีแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง.

ถึงอย่างไร...ก็ปรารถนาให้ทุกท่านประสบโชคดี มีความสุขในวันดีๆ 
เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆด้วยจิตเบิกบาน


วรินทิรา.... บันทึกความและบันทึกภาพ
๑ มกราคม ๒๕๕๗

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ยิ่งถอย...ยิ่งใกล้






ในวันที่แสงแดดทอแสง 
ท้องฟ้าเป็นสีทอง...
ฉาบฉายยอดขุนเขา.
ฉันคิดอะไรต่ออะไรมากมาย...



คิดถึงการเดินทาง..
คิดถึงการได้ซุกตัวอยู่กลางหุบเขาที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ และความเหน็บหนาว
คิดถึงความเงียบเหงา..ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ
คิดถึงความอ่อนแอ..ที่สุมความกล้าแกร่งปิดซ่อนมันไว้
คิดถึง..สิ่งที่เรียกว่ารัก....ยิ่งถอย ยิ่งใกล้

คิดถึงความผูกพัน..ยิ่งคลาย ก็ยิ่งรัดแน่นหนัก




บ่อยครั้ง...ปล่อยใจ..ล่องลอย ไปสุดขอบฟ้า
บ่อยครั้ง...รู้สึกเหมือนยิ่งคว้า ยิ่งห่างไกล

และ..ในวันนี้..ฉันยังคิดว่า...
ฉันยังเป็นเจ้าชีวิตและอิสรภาพอยู่อีกไหมนั่น??




วรินทิรา บันทึก
วัน 14 ธันวาคม 56
ภาพถ่าย อุทยานแห่งชาติ นันทบุรี จ.น่าน

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คนบ่นวันฝนพรำ



วันสองวันนี้ สายฝนพรำ ในยามบ่ายถึงเย็น ถึงค่ำ 
บางทีก็ถึงเช้า..
แสงแดดส่องพอเป็นประกายสดใสให้อบอุ่นเพียงชั่วประเดี๋ยว 
แม้เสียงนกร้องเพลงสดใส ไม่ว่าเช้าสายบ่ายเย็น 
แต่หัวใจฉันหม่นหมองในทุกคราวที่ว่างจากภารกิจ



บางทีก็ ยุ่ง วุ่นวายจนลืม เรื่องราวของตัวเอง
บางทีก็เคร่งเครียดกับความหมายของคำว่า...คน...วุ่นวาย
บางทีจำยอม จำทนทำหน้าที่ให้จบท่ามกลางความระอา ท้อ จนหมดใจ




แต่สิ่งหนึ่งที่พึงประจักษ์ และแอบเก็บไว้ ให้นึกน้อยใจ และเสียใจ 

คนบางคน..ทำไมฉันจึงเชื่อในตัวตน แม้จะรับรู้ในความบกพร่องอยู่บ้าง แม้จะได้ยิน ได้เห็น ถึงความเสื่อม 
    ที่ผู้คนโจษจันให้เสียหาย

หรือแม้มีใครเข้ามาสร้างความเสียหาย กดดัน ให้ร้ายป้ายสี หรือกระทำสิ่งใดๆ เขาด้วยวิชามารก็ตามที สิ่งหนึ่งที่เราทำมาตลอดเวลาที่มายืนอยู่ที่นี่คือ...ปกป้องจนสุดฤทธิ์ สุดเดช ..ป้องจนตัวเองเจ็บ..แก้ตัวจนฉันรู้สึกว่า..ฉันทำอะไร..มากไปแล้วหรือเปล่า ตั้งแต่เรื่องงาน จนถึงเรื่องส่วนตัว...
โดยไม่ได้คิดหวังสิ่งตอบแทน ...แต่เขาก็ตอบแทนฉันด้วย...การไม่ไว้วางใจฉันเลย.

เรื่องงานบางทีก็ยากจะอธิบาย พูดมากก็ว่ามากไป พูดน้อยก็ไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่พูดเลยก็ถูกรังแก ข่มเหงจิตใจ ส่วนตัวฉัน..ไม่นิ่ง ไม่เฉย ไม่ยอมให้ใครรังแก และต้องได้รับความยุติธรรม แม้บางทีมีกระทบกระทั่งกัน อาจพาลนึกโกรธ น้อยใจ หมดแรง ท้อ และอยากจะหยุด แต่เมื่อทบทวน เมื่อได้รับมอบหมายแล้ว..จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ต้องเดินหน้า สะดุด หยุดพัก ปล่อยมือไม่ได้ เพราะไม่ว่าผลงานจะดีหรือไม่..เราไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้เลย...(โหมดคนบ่น)

เสียงเม็ดฝนขาดหาย..ความเงียบและความมืดโรยตัวเข้ามา แต่เสียงนกร้องเพลงยังไม่คืนรัง ฉันยังนั่งบ่นกับตัวเองเพียงลำพัง..บางตอนของชีวิต...เดินหน้าต่อไม่ไหว ถอยหลังก็หมดแรง...คงทำได้เพียงหยุดพักและผ่อนลมหายใจแผ่วๆ ก่อนจะฮึดสู้..จะก้าวไปหน้าหรือจะยอมแพ้.

บันทึก  ๑๔/๑๐/๕๖

ภาพ จากหาดเทียนทะเล สัตหีบ

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มายาใจ



.. สมองวุ่นวาย กับงาน..
ไม่ได้มีช่องว่าง..เหลือ เผื่อ ให้กับ ความรู้สึก ของตัวเองบ้างเลย

บางครั้ง..อาจเผลอวูบวาบ แต่ เพียงชั่วนาที เพราะ มีเหตุมีผล ที่เราเผลอไม่ได้บ่อยๆ
บางที..อาจหวั่นไหว เพราะ หัวใจไม่ใช่ หินผา

แต่ทุกครั้ง...
ภาพ..เสียง...ลอยมาสัมผัส ให้เรารับรู้ ได้ถึงผลสะเทือนถึงใจในวันพรุ่งนี้
และทุกครั้ง ยังตระหนักได้..ว่ามันคือ มายาที่หลอกหลอนตัวเอง

...ภาพมายาลวงตา ลวงใจ...
ให้มีผลถึงใจ ได้เสมอ

...ภายใต้ความสงบ..นิ่งงัน และรอยยิ้ม
ยังคงซ่อนความไม่ไว้วางใจในตัวตน 

คิดถึงเสมอ ก็บอกความรู้สึกต่อใครๆ ไม่ได้ แม้แต่ตัวเอง
ห่วง ก็แค่ห่วง ที่มิอาจเปิดเผยถึงกัน

อ่านมา อ่านไป เริ่มสับสน ดังเช่น ตัวเอง..ที่ยังรู้สึกเหมือนท้องฟ้าอึมครึมด้วยเมฆฝน


หัวใจ ไม่ใช่ สายน้ำ มิอาจ ปล่อยให้ไหลเรื่อยเปื่อย
หากมิรู้..ปลายทาง..ต้องสร้างกำแพงหินกั้นระว่างเส้นทาง

หากเมื่อพบว่าใครจริงใจ..ย่อมแสดงผล ได้ทุกๆเวลา

ขอเพียง..ความจริงใจจากกันและกัน กำแพงกั้นใจ ไม่ได้เสมอไป

FOR GET ME NOT.

ขอบคุณ ภาพดอกไม้จาก
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=calalily&month=21-06-2013&group=27&gblog=1

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เสียดาย


๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๖



ฝนตกพรำมาหลายวัน

ยามเย็นชุ่มน้ำฝน
ตื่นมายามเช้าก็ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำฝน

น้ำค้างยังคงเกาะพราวบนยอดไม้
ใบหญ้า

เสียงนกส่งเสียงทักทายกันและกัน..
สดใสยิ่งนัก


แต่เสียงหัวใจของฉัน..มันบางเบาสลดหดหู่ และหม่นหมอง


ในบางเวลา...ไร้ซึ่งน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงหัวใจ


และจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ความรู้สึกยังคงวกวน วุ่นวาย หลากหลายเรื่องราว

น่าเสียดายเวลา..
ที่ฉันปล่อยให้ผ่านไปพร้อมกับลมหายใจนาทีต่อนาที

และน่าเสียดายที่อะไรๆ ผ่านเข้ามา..และปล่อยให้จากไป.


บันทึกภาพ ศูนย์ครูใต้ ปัตตานี
โดย Warintira

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จะสุขหรือเศร้า เท่านี้ไง ชีวิต


๒ มิถุนายน ๒๕๕๖

ท้องฟ้าโปร่ง อากาศร้อนอบอ้าว
เงียบเหงาคล้ายวันหยุด..ทั้งที่ยังต้องทำงาน

เสียงเพลงแว่วๆ ฟังไม่เป็นภาษาในบางครั้ง..เพราะจิตจดจ่อกับตัวเลขตรงหน้า

แต่บางทีก็สะดุด เผลอฮัมเพลงตามถ้าเป็นเพลงโปรด
อาจมีบ้างเผลอใจ..คล้อยไปกับเสียงเพลงและความหมายอันลึกซึ้ง


ชีวิต..และความรู้สึก  
เรามิอาจกำหนดหยุดอยู่กับลมหายใจตัวเองได้เสมอไป

หลายต่อหลายครั้ง..เผลอใจปรุงแต่งจนเกิดโมหะ

กว่าจะกระชากจิตกลับมาอยู่กับตัวเอง..กว่าจะควบคุมจิตตัวเองได้
บอกตรงๆ ค่อนข้างลำบาก

เสียงเพลงโปรด ยังคงลากจิตเราไปไม่ขาดห้วง

..เสียงเพื่อนร่วมงานปิดหน้าต่างแทรกมาเตือนสติ ว่าได้เวลากลับบ้าน..อย่ามัวพิรี้พิไร
.แหงนมองนาฬิกา  หมดเวลา..การงานสำหรับวันนี้

.....แต่เวลาของฉันยังมีจนชั่วชีวิต.....

ฉันกระวีกระวาดเก็บของเพื่อออกจากที่ทำงานไปพร้อมๆกับคนอื่นๆ 

ผ่านไปอีกวัน...
อาจดีบ้าง เลวบ้าง 
จิตระคนทุกข์...ปนสุข อาจปาดน้ำตาปลอบใจตัวเอง...ก็เท่านี้เองใช่ไหม?

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อยากบินให้ได้ดั่งนก







จิ๊ก จั๊ก..จิ๊ก จิ๊บ จิ๊บ ๆ
เสียงนกขานรับคู่เสียงสดใส

ทั้งเช้าตรู่..ยามสาย บ่ายคล้อย










ฉันตื่น..สดับรับฟัง เพลิดเพลิน 
ระรื่นชื่น หัวใจ
สายลม เอื่อยเรื่อยริน 
แม้บางเวลาพัดไอแดดแสนร้อนอ้าว
แต่ยังสุขจริง สุขใจ ทั้งเจ้านกน้อย และฉัน




...ฉันก็อยากเป็นนกบ้างในบางครา.......

ฉันก็อยากบินถลา..ร่อนหายไป ให้สุดขอบฟ้า.

ขอบคุณภาพนก จาก


วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถามหัวใจ




ท้องฟ้าวันนี้มืดมัว
เสียงฟ้าคำรามหรือระเบิดทำลายล้าง ต้องเงี่ยหูฟัง
ยังต้องมานั่งถกเถียง..เสียงฟ้าหรือยมทูตกระทืบเท้ามารับใครกัน?

และสุดท้าย ฟังเสียงหัวใจตัวเอง
บางทีระรัว รื่นเริง บางทีหวั่นไหว หวั่นใจ ไม่เป็นจังหวะ
บางทีสงบ เยือกเย็นและเย็นชา ไร้รู้สึกลึกซึ้ง


บางวันถามหาความรัก และคิดถึง
บางวัน..ถามหัวใจว่า..จะอ่อนไหวไปเพื่ออะไร?
บางเวลา...ถามตัวเองว่า...กำลังยึดมั่นกับภาพมายา ที่ปรุงแต่งเกินไปไหม?

คำตอบ..ทั้งๆที่รู้อยู่...สุข ทุกข์ เกิดขึ้น และดับหาย

....ไม่ช้า ก็เร็ว...



(หลังจากห่างเหินกวีไร้กรอบมานานนักหนาคิดถึง...จึงมานั่งรำพึงรำพัน เรียงร้อยคำเสียบ้าง ก่อนจะลืมหายไปจากความตั้งใจ)

บันทึกวันถามหัวใจ จาก เมืองชายแดน ดอกชบาบาน ปัตตานี
ภาพถ่าย ดอกลีลาวดี ริมห้องสมุดศูนย์ครูใต้




วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เส็งเคร็ง



เรื่องราวของคน...

บางครั้ง..เรียบเรื่อย ดั่งสายน้ำ
บางครั้ง..ผาดโผนดุจเสือร้าย

บางวัน..ผ่านไปอย่างสงบ เบิกบาน
บางวัน..กดข่ม ความรุ่มร้อนในใจ

เป็นเช่นนั้นจริงๆ....

บ่อยครั้ง ปิดหูข้างขวา และปิดตาข้างซ้าย 
เพื่อหยุดความวุ่นวายทั้งภายนอกและภายในใจเราเอง

แต่ในบางวัน..จิตรุ่มร้อนเกินจะเก็บไหว เพราะ อ่านสายตาของคนได้ยังกับว่าได้อ่านหนังสือสักหนึ่งหน้า
เพราะ..ไม่เพียงแต่อ่านเขาออก แต่อ่านคนใกล้ชิดเขาได้ทะลุ..ไปถึงใครอีกคน

จำเป็นต้องพูดให้ได้ยินบ้าง แม้จะไม่ใช่เสียงสวรรค์ดังคนใกล้ชิดเขาพูด..แม้จะชี้นกเป็นนกไม่ได้ เหมือนดังเช่นคนของเขาที่สามารถชี้นกให้เป็นไม้..อย่างน้อยก็สมามารถทำให้เราได้แลเห็น..สิ่งที่ซ่อนอยู่ได้ชัดเจนมากขึ้น

หากจะถูกกล่าวหาว่า..เสนอหน้าแย่งงานทำกันละก็...ขอให้รู้ว่า มีที่มาที่ไป...ทำไมไม่ถามหาเหตุกันหน่อย แต่สังคมไทยมักเป็นเช่นนี้..นายมักฟังคนพูดมากกกว่าคนทำ ไม่แปลกคุณสามารถหาได้ในทุกสังคมที่มีนายขาดความยุติธรรม.......ทำให้..อดคิดไม่ได้ว่า..หากคุณไม่ใช่เลขาที่รัก..อย่าสะเออะไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้ใคร..แม้แต่ตัวเอง..ที่นี่ก็เป็นอีกสังคมที่มีลูกน้องไม่ทำงาน..แต่เป็นได้ทั้งนกสองหัว จิ้งจกหลากสี หรือขุนพลอยพยัก..เก่งในการหาข้อมูลรายงานนายตั้งแต่เรื่องงานยันใส่ไฟคนอื่น และเขาก็เชื่อเช่นนั้น...ช่างเหมาะสมกันจริงๆ จนเริ่มเข้าใจ เห็นภาพได้ชัดเจนและเชื่อคำครหาของผู้คนที่ได้ฟังมานาน

นอกจากนี้..ยังสามารถประเมินความสัมพันธ์..ระหว่างคน ๓ คน ดุจห่วงโซ่ที่ยึดติดกัน...แต่ในคน ๓ คน ใครคือ..ผู้ชักใย ใครเป็นเครื่องมือบ้าง..ใครคือเหยื่อและใครคือเป้าหมายระเบิดตัวจริง บางที เขาทั้ง ๓ คนคือบ่อนทำลาย เพียงเพราะเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มคนของตัวเอง..หรือเราจะคิดอะไร..ไปกันใหญ่ ??...

ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ และคาดหวังว่า..เขายังมีดี ได้คลายคลอน ที่เคยคิด..ปากว่าตาขยิบ และแท้ที่จริง เขา..เป็นเนื้อเดียวกันกับคนชั่วก็ชัดเจน

ประเทศไทยถึงมีแต่ความวุ่นวายเพราะผู้ก่อการดีดีมีน้อยกว่าผู้ก่อการร้าย...
หรือเพราะเจ้าหน้าที่..เอาแต่ได้เช่นนี้มีอยู่เยอะจริงๆ..โจรใต้ถึงเกิดและอ้าง..ว่าเจ้าหน้าที่เอารัดเอาเปรียบ

บ่นเรื่อยเปื่อย..

เมื่อ..เราไม่มีทางหนีสังคมเส็งเคร็งได้จริงๆ..

.แต่จะทำใจยอมรับ..คนจำพวกนี้ได้นานเท่าใด...คงต้องตามอ่านใจตัวเองต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ที่สุดของคน..ผู้มาเยือนและจากไป


สัจธรรม เป็นความจริงในการดำเนินชีวิต หลายๆแง่มุม ที่เรามักจะหลงลืม 
เพราะหลงลมอยู่กับภาพมายาที่ผ่านเข้ามาหลอกล่อให้เราเดินหลงทาง 

บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเผลอใจเดินทางผ่านเข้าไปจมจ่อมกับความงดงามของมายาภาพที่ปรุงแต่งด้วยตัวเอง
และจากบุคคลอื่นๆอยู่เสมอ 
แม้บางครั้งสติมาปัญญามี
แต่หลายครั้งทีเดียวที่เดินวนแล้ววนอีก 
สูดดมความหอมหวล
ของกลิ่นที่ปรุงแต่งเองอย่างโง่งม 
กว่าจะรู้ว่าที่แท้มันเป็นกลิ่น
ของดอกอุตพิดก็สายไปแล้ว

น้องชายกัฟ Natapong Parkpean โพสต์เพลงนี้ผ่านFacebook และผู้เขียนก็ผ่านไปฟัง ฟังแล้วก็รู้สึกเศร้า..ความจริงในชีวิตประจำวันของเรา บางครั้งบางคราวเราได้ละเลยที่จะใส่ใจ..และลืมตัว

เนื้อเพลง ที่สุดของคน

วงล้อเวลา ไม่เคยอ่อนล้าหยุดลง
หมุนวนมั่นคง ดำรงอยู่ตลอดมา
ทุกยามค่ำคืน หลายคนยังคอยตื่นตา
รอแสงจากฟ้า ไล่เงามัวพร่าในใจ
ที่สุดของคน ในสายตาของพระเจ้า
ชีวิตเหน็บหนาว และช่างแสนสั้นเกินไป
คล้ายดังธุลี จากโคนหญ้าถึงปลายใบ
ลมจะพัดไป ยังแห่งหนใดไม่รู้ทิศทาง
แม้อำนาจวาสนา พาชื่อเสียงลอยเด่นไกล
ก็แค่ฝากความภาคภูมิใจ ไว้ชั่วครั้งคราว
เราเป็นเพียงผู้มาเยือนโลกใบนี้... แล้วจากไป
ไม่มีใคร ครอบครองสิ่งใด... ได้จริง
ท้ายสุดของคน ที่วนในล้อเวลา
แลกด้วยน้ำตา กับราคาของความเดียวดาย
คงไม่เนิ่นนาน ฉันจะปลดเกลียวสุดท้าย
ที่ควั่นจะคลาย และเพลงบทนี้จะไม่ยืดยาว



ด้วยเนื้อเพลงและอารมณ์ที่พาไปพร้อมกับทำนอง ดนตรี ชวนให้รู้สึกเศร้าในใจ 

ชีวิตเหน็บหนาว และช่างแสนสั้นเกินไป
คล้ายดังธุลี จากโคนหญ้าถึงปลายใบ
ลมจะพัดไป ยังแห่งหนใดไม่รู้ทิศทาง
แม้อำนาจวาสนา พาชื่อเสียงลอยเด่นไกล
ก็แค่ฝากความภาคภูมิใจ ไว้ชั่วครั้งคราว
เราเป็นเพียงผู้มาเยือนโลกใบนี้... แล้วจากไป
ไม่มีใคร ครอบครองสิ่งใด... ได้จริง


เมื่อเราเกิดมา เราก็มาตัวเปล่า 
แล้วเราก็ปรุงแต่งให้ตัวเองดูดีด้วยการใส่หัวโขนแสดงบทบาทไปตามหน้าที่
บ่อยครั้งที่เรา..ลืมตัว หลงตัว หลงรูป หลงในอำนาจ ชื่อเสียงและทรัพย์ของตัวเอง 
หลงลืมว่า..เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

หลงลืมว่า ภาพมายาคติเหล่านั้นเป็นทั้งมิตรและศัตรู

และที่สุดเราก็จะจากกัน บางครั้งจากไปทั้งที่ยังมีลมหายใจ
บางครั้ง..ลมหายใจหมดลงและบอกลากันไปคนละทาง
ทิ้งไว้แต่ซากของชีวิต


 ...ท้ายสุดของคน ที่วนในล้อเวลา
 แลกด้วยน้ำตา กับราคาของความเดียวดาย
 คงไม่เนิ่นนาน ฉันจะปลดเกลียวสุดท้าย
 ที่ควั่นจะคลาย และเพลงบทนี้จะไม่ยืดยาว.

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ส่องกระจกในความมืด


กิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเพื่อรณรงค์ ส่งเสริม สังคมให้ดีงามตามวิถีไทย ตามรอยเท้าพ่อ เพื่อเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ผู้เขียนอยากจะเรียนว่าไม่ว่ากิจกรรมใดๆ ถ้าตรงกับจริตของผู้เขียนแล้ว และผู้เขียนรู้สึกว่ามีความสุขถ้าได้ทำเช่นนั้น ผู้เขียนพร้อมจะเข้าร่วมกิจกรรมตามสภาพและกำลังศรัทธา 

และที่ผ่านมากิจกรรมต่างๆที่ได้ร่วมแล้ว บางกิจกรรม บางกลุ่ม บางทีม ผู้เขียนก็ละจากมาอย่างเงียบๆโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ด้วยเหตุผลไม่ชอบส่วนตัว แต่ไม่เคยไปโพนทนาว่าทำไมถึงต้องจากไป 

บางกิจกรรม ถูกปล่อยปละละทิ้งเสมือนไร้คนดูแลและสานต่อให้กิจกรรมยังคงมีความเคลื่อนไหว
 แต่ด้วยความรักและศรัทธาในสิ่งที่ได้มีส่วนร่วมเริ่มต้นมาด้วยตัวเองแล้ว 
จึงยังต้องดูแลอยู่อย่างเงียบๆต่อไป

บางกิจกรรมได้รับการยอมรับจากสังคมมากมาย แต่ภาพลักษณ์ภายใน 
ไร้ระบบระเบียบในการดำเนินงาน ยึดหลัก..ตัวกู...เป็นใหญ่ 

เมื่อได้ทำความรู้จัก"คน"อาสา ก็ยิ่งได้เรียนรู้ การ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

แม้จะยกตนว่าดีกว่าคนอื่นอย่างไร...ค่าแห่งความเป็น คน ย่อมไม่แตกต่างกันมาก 
หากแต่เพียงมุมความคิดและวิธีการนำเสนอคุณค่าในตัวเองเท่านั้นที่ต่างกัน

บางคนเป็นต้นไม้ใหญ่ หวั่นไหวไปตามแรงลม แต่ยังยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง
บางคนเป็นยอดหญ้า ลู่ไปตามแรงลม เหมือนล้าแรง
บางคนยอมหักไม่ยอมงอ...

บางคนแม้มีกระจกส่องใจ...สักสิบสักร้อย ถ้าขาดการพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน 
ด้วยสติ ด้วยเหตุและผล ก็ไม่ต่างอะไรกับส่องกระจกในความมืด

ส่วนตัวผู้เขียนนั้น..ชี้ชัดไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร 
บางครั้งยอมหักไม่ยอมงอ 
ซึ่งแล้วแต่จังหวะเวลา แต่ไม่ใช่ต้นต้นอ้อล้อไปกับแรงลม
และชัดเจนว่า..ตัวกู..ใหญ่มากเหมือนกัน 

ขอบคุณภาพจาก

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

น้ำท่วมบ้านทุ่งผักบุ้งไม่มี

ผู้เขียนเกิดบ้านทุ่ง พ่อเลี้ยงเป็นเพื่อนยุงกลางสวนยาง แต่ไปโตในเมือง ดังนั้นบรรยากาศแบบบ้านอก บ้านทุ่ง บ้านนา บ้านกลางสวนและเด็กในเมืองได้สัมผัสมาอย่างละเล็กละน้อย 
และถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ



ภาพน้ำท่วมทุ่ง(นา)ก็เคยเห็นและพอจำได้รางเลือนเมื่อตอนเด็กมากเคยร้องขอพี่ๆ(ลูกพี่ลูกน้อง)ติดเรือออกไปกลางทุ่ง ที่มีน้ำสุดลูกหูสุดลูกตา ใน ที่บอกว่าร้องขอ คือต้องร้องให้ก่อนจึงจะได้ไป เพราะยังเด็กมากพี่ๆวัยรุ่นไม่อยากเอาไปเป็นภาระ ขอดีๆไม่ให้ไปต้องร้องน้ำตาใหลก่อน ให้ปู่หรือย่าเห็นก่อนเขาจะได้บอกว่า "เอาน้องไปด้วย" นี่คือคำสั่งปกาศิต

เมื่อโตแล้ว ถูกส่งเข้าไปอยู่ในเมือง ปิดเทอมถึงได้กลับบ้าน บางทีอ้างเรียนพิเศษก็ไม่กลับ


ดังนั้น น้ำท่วมบ้านทุกปีก็จริง ไม่เคยได้สัมผัสของจริงสักครั้ง 
ปีนี้คงเป็นครั้งแรก ที่มีโอกาสได้สัมผัสของจริง 
ดังนั้นจึงเดินออกไปสำรวจน้ำนอกบ้านตั้งแต่เช้าตรู่



เช้าตรู่เมื่อหลายวันก่อนสายหมอกหนาเต็มฟ้า เห็นแล้วตื่นเต้น ถ้าเป็นกรุงเทพฯเราคงดีใจ ว่าลมหนาวคงมาเยือนในเร็ววัน แต่ภาคใต้มีแต่ความเย็นจากลมฝน น้าบอกว่า..แสดงว่าฝนจะตกใหญ่ ผู้เขียนแอบคิดในใจว่า..ตอนนี้ก็ตกทุกวันมาเป็นเดือนๆอยู่แล้วไม่เห็นมีหมอก
มะละกอ(พันธ์อะไรจำไม่ได้) ลูกดก ไม่มีเมล็ด หวาน อร่อยมาก หากน้ำท่วมขังหลายวันมันคงตายเพราะรากมะละกอไม่แข็งแรงพอจะแช่น้ำหลายวัน




และเมื่อ ๓ วันที่ผ่านมาฝนตกอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน ไม่พักยกหยุดให้พระอาทิตย์ได้ส่งแสงถึงผืนดิน 

เช้านี้..น้ำคลองหลังบ้านเอ่อล้นกระจายตัวไปทั่วถึงกันทุกบ้าน น้ำทุ่งกำลังข้ามถนนผ่านมาชนกับน้ำคลองทำให้คิดถึงคำบอกเล่าของน้า...ฝนจะตกใหญ่ อืม..จริงแฮะ

ตอนนี้น้ำกำลังเดินทางอย่างช้าๆ ค่อยๆสูงขึ้นทีน้อย ไม่ค่อยน่าตกใจกลัว บ้านของผู้เขียนถมที่สูงกว่าคนอื่นเล็กน้อยน้ำจึงมาช้ากว่าคนอื่น บ้านน้าเป็นบ้านยกพื้นสูง น้ำเข้ายึดครองพื้นที่บริเวณใต้ถุนเรียบร้อย บ้านของหลานยกของหนีน้ำตอนตีสี่

น้ำท่วมขังผ่านไปเพียงวันเดียว มะละกอต้นข้างบนก็ล้าแรง
ถอนรากถอนโคนตัวเองนอนพักไปอย่างถาวรแล้ว
น้ำยังคงเดินทางมาอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยเราเฝ้ารอ แล้วรอเล่า
ยังไม่ยอมหยุดเดินทางและเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ
อีกประมาณ ๑ ฟุตจึงไหลจะเข้าบ้าน
อาจคงต้องรอถึงพรุ่งนี้เช้า เพราะดูเธอทำตัวเป็นรถไฟไทย..ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง




วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หลงเงา


การได้รู้จักและสัมผัสกับคนหมู่มาก ทำให้เราได้เรียนรู้สัจธรรม ความจริง และหัวใจคนได้มากมาย
การยืนเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนอย่างเงียบเชียบ
ทำให้เรากลั่นกรองน้ำใสใจจริงได้ดีทีเดียว

ผู้เขียนไม่เก่งมากพอจะพิพากษาว่าใคร..ดีมีธรรมะที่สุด..เพราะมือถือสากปากถือศีลก็มีมากมาย
ตำรวจผู้รักษากฏหมายยังฝ่าฝืนกฏหมาย...
ไฉนเลย..คน...ธรรมดาจะไม่หลงเงาตัวเอง

ในรัศมีวงกลมรอบๆตัว..ยังมีส่วนประกอบของอากาศ คน หรือสิ่งของอีกมากมาย 
ถ้าจะก้าวออกจากจุดที่ยืน แน่นอนไม่มีทางเหยียบหัวตัวเอง และเคยนึกตระหนักถึงสิ่งที่วนเวียนอยู่รอบตัวเราหรือไม่ เคยคิดไหมว่ามี..มด แมลงหรือสิ่งใดอยู่ข้างๆเท้าเราหรือเปล่า ถ้าแม้นเผลอเหยียบโดยไม่ตั้งใจ..มันก็แค่ตาย เราก็ไม่อินังขังขอบกับความตายของสิ่งเล็กๆเหล่านั้นอีกตามเคย

แต่ถ้าหากใครสักคนล่วงล้ำเข้ามาเผลอเหยียบเงาเรา...ซึ่งบางครั้งอาจไม่ตั้งใจ แต่..ใจเราบอกกับตัวเองว่าไม่ได้สิ...ฉันต้องเอาคืน ขอไปเหยียบเงาเขาบ้าง
เพื่อสั่งสอนให้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดเหมือนๆกัน

ผู้เขียนก็เคยเป็น..เพราะเขาทำเราเจ็บ เราขอเอาคืนให้เขาเจ็บได้เท่าๆเรา แต่ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บ ความโกรธเผาใจตัวเองจนหมองไหม้ กว่าจะหลุดพ้นความแค้นฝังใจ เสียเวลา เสียคน เสียเพื่อนและเสียศรัทธา

ความเจ็บปวด เจ็บใจที่เราไม่เคยก้าวไปให้พ้นทำให้... อหิงสา กลายเป็นอหิงสวน
ความสงบกลายเป็นสงคราม..เกิดความร้าวฉานขยายออกไปเกินจะควบคุม

เมื่อหยุดใจที่รุ่มร้อนและควบคุมจิตที่พลุ่งพล่านของตัวเองไม่ได้เสียแล้ว ..เราก็เดาไม่ออกว่าต่อไปจะควบคุมสิ่งใดได้อีก

เงา....มันก็แค่เงาที่เกิดขึ้นเมื่อมีแสง เมื่อความมืดปกคลุม..เงาก็จางหายไป ถ้าเรายึดมั่น ถือมั่น เงาก็จะบงการให้เราหลงทาง หลงตัว หลงอำนาจ..และเสื่อมด้วยตัวของเราเอง

เมื่อถึงเวลานั้น เราอาจโดดเดี่ยว และจะหันไปชี้ว่าใครผิด..คงไม่ได้

ในรัศมีวงกลมรอบตัว..จงพินิจพิจารณา ให้ถ้วนทั่ว..ไม่มัวลุ่มหลงเงามืดของตัวตน

และสงบ สันติและอหิงสา..ก็จะนำไปสู่..แรงศรัทธาและสันติภาพ




วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แม้เพียงผงธุลีดิน


 ในนาทีนี้ ในช่วงเวลาที่น้ำท่วมเป็นวิกฤติของคนไทย เป็นความทุกข์ เป็นความเจ็บปวดและสูญเสีย คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการ..ให้ 

ประเทศไทย ไม่เคยแล้งน้ำใจจากคนไทยด้วยกัน ในยามประสบภัยเดือดร้อนพี่น้องไทยไม่เคยทอดทิ้งกัน ให้เครื่องอุปโภคบริโภค ให้อาหาร ให้เครื่องนุ่งห่ม ให้ที่อยู่อาศัย เป็นน้ำใจเป็นน้ำทิพย์เป็นกำลังใจให้กันและกัน

ส่วนตัวคิดว่าการให้นอกจากทำให้ผู้รับ และผู้ให้ต่างก็มีความสุข..แต่ใครจะสุขมากกว่าใคร 
ขึ้นอยู่กับผู้รับและศิลปะของผู้ให้หรือเปล่า? 

ไม่ว่า..ให้เป็นสิ่งของ 
ให้..ความรัก..ให้ความเอื้ออาทร ให้..ความช่วยเหลือ 
ให้กำลังใจ..ให้โอกาส..ให้ความหวังดี..หรือให้อภัย..ฯลฯ ถ้าให้จากใจ..ให้จากหัวใจ..ให้ด้วยความจริงใจ และสัมผัสได้จากใจถึงใจ..ผู้รับย่อมมีความสุข 

และมากกว่านั้น..ผู้ให้ย่อมรู้สึกมีความสุขมากกว่า.. 

ผู้เขียนเคยจดจำเรื่องราวของพระพุทธเจ้าจากหนังสือ
พุทธประวัติ คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่ เล่ม 3 ตอนธุลีดินล้ำค่าหนึ่งกำมือ 

เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จดำเนินบิณฑบาตร พร้อมกับบรรดาสาวกไปในหมู่บ้าน 
ทรงพบเด็กๆจำนวนหนึ่ง กำลังเล่นสร้างเมือง สร้างกำแพง บ้านเรือน ยุ้งฉาง ด้วยฝุ่นดิน 
เมื่อเด็กๆแลเห็นพระพุทธเจ้าและบรรดาภิกษุ กำลังผ่านมาเด็กๆบอกพรรคพวกว่า

"พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ กำลังผ่านบ้านเมืองของเรา จึงสมควรที่เราจะช่วยกันตักบาตร"

เด็กๆเห็นด้วยแต่มีคนหนึ่งท้วงขึ้นมาว่า

"เราจะเอาของอะไรใส่บาตร พระพุทธเจ้าดีล่ะ พวกเราเป็นเด็กๆทั้งนั้น" 

เด็กคนต้นคิดตอบว่า

"ฟังนะเพื่อน มีข้าวเก็บไว้ในยุ้งฉางมากมาย ในเมืองดินทรายของเรา เราสามารถนำข้าวเหล่านี้มาถวาย พระพุทธเจ้าได้"

เพื่อนๆของเด็กๆพากันปรบมือเห็นด้วยกับความคิดนี้ พวกเขาช่วยกันขุดฝุ่นดินจากยุ้งฉางมาหนึ่งกำมือ แล้วสมมติว่าเป็นข้าว นำวางลงบนใบไม้ 
เด็กคนแรกใช้สองมือประคองใบไม้ห่อมูลดินแล้วคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์
พระพุทธเจ้าอย่างนอบน้อม
เด็กคนอื่นๆ คุกเข่าลงข้างๆ เด็กคนแรกกล่าวว่า

"ชาวเมืองของเรา ขอน้อมถวาย ข้าวจากยุ้งฉางของเรา ขอพระองค์ทรงรับเถิด" 

พระพุทธองค์ทรงแย้มพระสรวล พลางลูบศรีษะเด็กคนนั้นและตรัสว่า 

"ขอบใจ เด็กๆทั้งหลาย ที่ได้ถวายข้าวอันล้ำค่าแก่เรา พวกหนูช่างมี น้ำใจอารีเสียเหลือเกิน" 

พระพุทธเจ้าทรงหันไปทางพระอานนท์ ตรัสว่า

"อานนท์ จงนำของถวายนี้เก็บไว้ เมื่อกลับถึงวัดแล้ว จงเอาธุลีดินนี้ผสมกับน้ำแล้วพอกดินเปียก
ลงบนอิฐดินผนังพระวิหารของเรา" .

ผู้เขียนได้แลเห็นถึงความตั้งใจ..ให้...ของเด็กๆ
พวกเขาปรารถนาที่จะให้..ด้วยหัวใจ  ทั้งๆที่ไม่มีอะไรนอกจาก ฝุ่นดินที่เล่นสร้างบ้านสร้างเมืองกันเท่านั้น..และความตั้งใจซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแลเห็น..และพระพุทธเจ้า..ทรงรับบิณฑบาตร 
ด้วยจิตเมตตาทั้งที่..สิ่งที่เด็กๆน้อมถวายเป็นเพียงผงธุลีและไม่เพียงเท่านั้น..ท่านยังตรัสกับพระอานนท์ให้เก็บผงธุลี กลับไปผสมกับน้ำเพื่อสร้างผนังวิหาร..

พระพุทธองค์ทรงให้ค่า ให้ความหมายและความสำคัญของผงธุลีดิน..มากมายปานนั้น 
และย้อนกลับมาคิดถึงความรู้สึกของเด็กๆเถิด..จะรู้สึกมีความสุข ปลื้มปิติมากเพียงใด 

แม้เพียงผงธุลีดิน..แต่เมื่อผู้รับให้ค่าและความหมายกับสิ่งนั้นๆ 
ผู้ให้..ย่อมรู้สึกมีความสุขใจมากกว่า..แม้การให้ไม่ได้หวังผล ตอบแทนใดๆ ก็ตามที

และเราเอง หรือคุณ หรือใครๆได้ให้ค่าและความหมายกับสิ่งเล็กสิ่งน้อย 
หรือแม้เพียงความช่วยเหลือจากใครสักคนในบางเรื่องราว ในบางเวลา 
หรือการให้กำลังใจเพียงคำพูดไม่กี่คำ ให้โอกาสและเวลา 
ให้ความห่วงใย..หรือให้อภัยในคราวที่เราผิดพลาด 

จากใครๆ รอบข้างทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย ทั้งคนใกล้ชิด 
หรือคนห่างๆ ใจ ทั้งคนที่ชอบ..และคนที่เราไม่ชอบใจ 
กันบ้างไหม?.. 

แม้เพียงผงธุลีดิน..ก็มีค่าและความหมายทั้ง..ในใจผู้ให้และผู้รับ

ขอบคุณ...ภาพจากอินเตอร์เน็ต
เรื่องราว...warintirak ดัดแปลง แก้ไขจากบทความเดิม Mblog
เรื่องราวอ้างอิง...พุทธประวัติ คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่ เล่ม 3 ตอนธุลีดินล้ำค่าหนึ่งกำมือ
แปลโดย..คุณ รสนา โตสิตระกูล และ คุณสันติสุข  โสภณสิริ