แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

เกิดกับใจ อยากให้จบลงที่ใจ

ในที่สุดการเดินทางของ..คน..ก็จบลงในบางบทบาทของชีวิต

สำนวนฝรั่งบอกว่า..
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

ความรัก บางคนบอกว่ารักกันตลอดไป มีจุดหมายปลายทางที่อยากจะรักชั่วนิรันดร์ แต่สุดท้าย รักก็จบ บางคนก็จบอย่างสวยงามและโรแมนติก บางคนก็จบอย่างเจ็บปวด บางคนก็จบเพราะพลัดพรากจากกัน สุดท้ายคือ..จบ

เวลาและภารกิจ ณ เมืองเชียงใหม่
จบสิ้นแล้ว 
หลังจากเจ้านายยื้อเวลา จาก 2 สัปดาห์มาเป็น 2 เดือน ในที่สุด ความอดทนก็จบลงพร้อมกับหมดเวลายื้อกันต่อไป พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เกิดแตกหักกันระหว่างงาน เจ้านาย และลูกน้อง
แต่หมายถึงผู้เขียนเอง หมดเวลาปรับตัวและอดทน หมดใจที่พักอาศัยต่อไปในที่ๆยังคิดตลอดเวลาว่าไม่ใช่ที่ๆของเรา ไม่ใช่บ้านของเรา ทั้งที่บ้านหลังนี้ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นไอความเมตตา เอ็นดูต่อเราเสมือนลูกและหลาน ความเอื้ออาทรและแบ่งปันจากน้ำใสใจจริงจาก บุคคลครอบครัวของเจ้านายทุกคนและเพื่อนร่วมงาน อ้อมกอดในวันร่ำลา อบอุ่นแต่ก็เศร้า เดินไปลูบหัวเจ้าแครช สุนัขพันธ์ลาบาดอร์ขี้อ้อน ร่ำลาดอลล่า บางแก้วผู้มีฟอร์มและดุนักหนา สีทองสุนัขพันธ์ไทยยังเป็นเด็กน้อยผู้มีบุญเห่าบ๊อกแบ๊กอยู่ในอ้อมกอดของอ่าม่า 


บางครั้งจิตที่คิดว่าแกร่งๆ เก่งๆ บทจะรั้นก็ยอมสยบให้ความรู้สึกหมดใจเสียง่ายๆ สิ่งดีๆ ที่คนรอบข้างหยิบยื่นให้..ไม่มีความหมาย ที่จะยื้อใจของเราได้อีกต่อไป

ก่อนกำหนดเวลากลับ 2 สัปดาห์ สุขภาพเริ่มรวน การทำงานของร่างกายและจิตใจเริ่มพยศในเวลาเดียวกัน เล่นงานผู้เขียนเสียจนแทบแย่ บางอารมณ์และความรู้สึกอยากร้องให้ในความเดียวดาย แต่ด้วยความอดทนของตัวเองที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้คิดแม้แต่จะโทรศัพท์บอกเล่าให้คนในครอบครัวได้รับรู้ หรือแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครได้แลเห็น..ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนจบภารกิจ อาจมีบ้างในบางครั้งสมองเบลอเลอะเลือนจนคุยกับเจ้านายคนละเรื่อง จนเจ้านายบอกว่า..ตั้งสติดีๆ ท่าจะเยอะไปแล้วนะเรา เอ่อ...เขาคิดว่าเราเยอะ ไม่คิดว่าบ้างว่าเรากำลังจะหมดแรงเยอะ 

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เชียงใหม่
แต่เมื่อถึงวันนี้..เช้านี้ เปิดประตูเข้ามายังที่ๆของเรา รอบๆตัวอบอวลไปด้วยสิ่งที่เป็นของเรา หันไปทางไหนก็มีแต่สิ่งที่เรารัก ภาพถ่ายระหว่างเราและคนเคยรัก หนังสือกองโตๆ บนชั้นวางที่รอเรากลับมารื้อมาค้นอ่านหาข้อมูลด้วยความคิดถึง ภาพถ่ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่เหลือบตาจากคอมฯขึ้นไปก็ได้แลเห็นพระองค์ยังทรงประทับอยู่ ณ ตรงนั้น เปิดวิทยุ โทรทัศน์ ทักทายและอยากขอบใจยังอยู่ต้อนรับการกลับของเรา จัดแจงปัดฝุ่น เช็ดคราบฝุ่นละอองที่ล่องลอยเข้ามายึดเป็นที่พักผ่อนกันเยอะแยะมากมาย  และขึ้นเตียงเพื่อพักเอาแรง ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างมีความสุขกับสิ่งที่เป็นของๆเรา มิใช่ของๆใคร พักหัวใจอันอ่อนล้ากับการที่ได้กำหนดจิต บังคับใจให้อยู่อย่างมีความสุขกับสิ่งที่มิใช่ของๆเรา มาเป็นเวลานาน
ทำบุญไถ่ชีวิตโคร่วมกับอาม่า(คุณแม่เจ้่านาย)ในวันมาฆบูชา วัดชัยมงคล เชียงใหม่
ในที่สุด ผู้เขียน ก็ยังคงยึดติดและมีความสุขกับสิ่งของที่เป็นของๆเราอยู่อย่างนั้น 
แม้ได้พยายามเตือนตน เตือนสติ เตือนใจตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า..ใจเรานี่สำคัญเสียจริง


"สำคัญที่ใจ" - หลวงพ่อชา สุภัทโท


ใจของเราสำคัญมาก

มันเป็นนายของกายเป็นนายของทุกสิ่ง ทุกอย่าง

ถ้าใจดีทุกอย่างจะดีหมด ถ้าใจเสียทุกอย่างจะเสียหมด 

ถ้าใจร้ายก็มีแต่ของที่ร้ายๆ ทั้งนั้น

ฉะนั้นจึงจำเป็น ต้องฝึกจิตใจของเราด้วยการปฏิบัติภาวนา 


วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

สัมผัสเชียงใหม่.และเสียดาย..ที่ไม่มีเธอ..

ความสงบ ในมุมของพระศาสนา

ในความรู้สึก ในความคิดเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
ของตัวเอง 
ในความโดดเดี่ยว ที่ยืนหยัดด้วยตัวเอง
 ตลอดมานับตั้งแต่เด็ก 
ในความจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับปัญหา น้อย 
ใหญ่ ตามลำพัง 

คิดเสมอ เชื่อตัวเองตลอดเวลา ว่าไม่มีทางจะอยู่ร่วมบ้าน ร่วมครอบครัว ร่วมกับใครได้
แม้แต่ครอบครัวของตัวเอง เพราะเคยชินกับการอยู่ลำพัง คิดเอง ตัดสินใจ
 แก้ปัญหาด้วยตัวเองตลอดมา

บางครั้งในความอ่อนโยน แต่ก็ซ่อนความเด็ดขาดและแข็งกร้าวไว้ในหัวใจและแววตา

เมื่อถึงวันที่ต้องตัดสินใจเดินทางไปทำงานที่เชียงใหม่ชั่วคราว 
ในช่วงเวลาที่มิอาจเลือกทำหรือไม่ทำสิ่งใดได้ การ เดินทางไปกับเจ้านาย เพื่อนเจ้านาย ในความอึดอัด ที่พยายามซุกซ่อนไว้ในใจ

ในความอึดอัดเมื่อเพื่อนเจ้านายเดินทางกลับ เหมือนตัวเองโดดเดี่ยวอีกครั้ง ท่ามกลางผู้คนไม่คุ้นเคย ตั้งแต่เพื่อนร่วมงาน จนถึงผู้ร่วมอาศัยในรั้วบ้านเดียวกัน

ในวันแรกเรากำลังเป็นคนแปลกหน้า แปลกตาต่อกันและกัน 
คราวแรกความคิดหวาดวิตกกังวลยังติดค้างในใจ 
เมื่อเวลาผ่านไปเพียงชั่ววันเดียว ฉันรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษในการปรับตัวเข้ากับทุกคนได้อย่างรวดเร็ว 
เริ่มจากน้องนุชบัญชี ในความไม่รู้เรียกหาเธอผู้เดียว ในความไม่รู้ของเราทั้งสองต่างพากันมั่วจนกระทั่งเรียนรู้และทำได้สำเร็จไปพร้อมๆกัน 

ในความวิตกกังวลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่ ร่วมกับครอบครัวเจ้านาย กลายเป็นเรื่องเล็กเมื่ออาม่าและพี่สาวเจ้านายที่ดูเหมือนเป็นคนแข็งๆ คล้ายกับไม่เอาใคร คล้ายกับไม่มีน้ำใจ แต่กลายเป็นคนที่มีน้ำใจกับเรามากที่สุด ทั้งพี่สาว ทั้งอาม่า ต่างก็ให้ความคุ้นเคย และเมตตากับเราไม่ต่างกับลูกหลานของเขาเลยทีเดียว 

วันหยุดก็หาเรื่อง ออกจากบ้านไปตามประสา ไปตามลำพัง นั่งรถประจำทางไปเองบ้าง น้องที่ทำงานพาไปวัดที่อยากไปด้วยความไม่รู้ทั้งเขา ทั้งเรา ขับรถปีนเขาขึ้นไปด้วยความกลัว ตื่นเต้น แต่น้องนิบอกว่าคุ้ม..
เป็นความสุขที่ฉันไขว่หาได้โดยไม่ต้องง้อใคร
อากาศที่เชียงใหม่ยังคงหนาวเย็นทุกๆเช้า และกลางคืน 
บางครั้งก็มีความสุขจนกระทั่งลืมกรุงเทพฯ
บางครั้งก็เครียดจนไมเกรนเรียกหา อยากหนีกลับกรุงเทพฯภายในคืนเดียว
แต่ก็ยังไม่หนักหนาสาหัสจนทนไม่ได้ เพราะโดยรวมแล้ว ความสบายใจมีมากกว่าความอึดอัดใจ

วันดีคืนดีเจ้านายก็บอกให้ดีใจว่าจะส่งกลับกรุงเทพฯแล้ว 
วันถัดมาเจ้านายบอกว่ายังไม่พร้อม และผลัดไปวันแล้ววันเล่า แต่ไม่ได้ทำให้ความสุขลดน้อยลง
เพราะนั่นคือ..เป็นการยืดเวลากับการกลับไปเผชิญกับความรู้สึกอื่นๆอีกมากมายที่ยังมิอาจอธิบายได้ว่า..จะรับไหวหรือไม่ไหวกับบางสิ่งบางอย่างที่อาจทำให้ตัวเองรู้สึกแย่กว่าการอยู่กับคนแปลกหน้าที่กลายเป็นความผูกพันเพียงวันเวลาไม่เท่าไร

เป็นความรู้สึกดีๆ เมื่อเพื่อนร่วมงานให้ความร่วมมือ มีน้ำใจ ต่อเราอย่างจริงใจ พูดให้เราเชื่อมั่นว่าเขาต้องการเราทำงานร่วมกับเขาตลอดไปอยู่เสมอ และความจริงใจของคนมักสื่อผ่านจากน้ำเสียง
และแววตาของเธอ ของเขา

หรือเพราะแรงจิตอธิษฐานขอพรจากพระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง จากวัดทุกแห่งที่ฉันมีโอกาสได้เยี่ยมเยือน ทุกคราวที่มีโอกาสได้ไปนั่งพนมมือตรงหน้าพระประธาน หรือก้มลงกราบพระพุทธรูปเก่าแก่ ฉันขอเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่จริงในเมืองนี้จงปกป้องคุ้มภัย ขอให้ความรักและเมตตาจงแผ่รัศมีไปถึงผู้คนทุกคนที่ได้พบได้เจอ จงบังเกิดต่อเขา จงบังเกิดต่อเรา ขอจงบังเกิดต่อกันและกัน



จากวันที่ไม่เคยคิดอยากอยู่เชียงใหม่ แม้จะสัมผัสได้ว่าที่นี่..อากาศดี ยังคงมี บรรยากาศและกลิ่นไอวัฒนธรรมล้านนากระจายอยู่ทั่วเมือง  จนถึงวันนี้ และหลายๆวันที่ผ่านมา นั่งรถผ่านบ้านสไตล์ล้านนาหลังย่อมๆ มองผ่านเข้าไปเห็นความงดงาม หน้าประตูรั้วบ้านแขวนป้ายประกาศขายด้วยลายมือโย้เย้ ฉันนึกอยากได้ ผ่านไปหลายครั้งมองเข้าไปให้ลึกเท่าที่สามารถมองเห็น และคิดเสียดายตั้งแต่ครั้งแรกที่แลเห็น และบ่นเสียดายทุกครั้งที่ผ่านไป..เสียดายที่ไม่มีตังค์


วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

แอ่ววัด ไหว้พระ เชียงใหม่


หยุดเดินทาง รอนแรมเป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อนมาพักใหญ่ แม้ยังต้องไปที่นั่น ที่นี่ หรือที่โน่นบ้างในบางหน แต่ก็ไม่บ่อยเหมือนเมื่อหลายๆ ปีก่อนโน้น พอหยุดเดินทาง ดูเหมือนแทนที่จะอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข กลับกลายเป็นว่าต้องดิ้นรน เหนื่อยสุดล้ากว่าการต้องเดินทางไกลไม่หยุดหย่อนเสียอีก




ในคราวนี้ก็อีกหน การเดินทางไปรอนแรมในที่แปลกถิ่น เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดมาก่อน
 เมื่อว่าจะไป
 จะอยู่หรือต้องไป ต้องอยู่ ดูเหมือนตัวเราไม่ค่อยมีเงื่อนไขให้กับชีวิตมากมาย พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของตัวเองทุกครั้งเมื่อครบวาระในการเปลี่ยนแปลงเสมอ..ฉันชินกับความไม่อยู่กับร่องกับรอยของตัวเอง และดูเหมือนพี่น้องก็เริ่มชิน เมื่อฉันว่าฉันต้องเดินไปซ้ายหรือขวา เขาจะต้องบอกว่าก็ลองดู เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น



เชียงใหม่คือจุดหมายปลายทางในคราวนี้ เมืองที่ที่มีความงดงามในช่วงฤดูหนาว 
อากาศดี และมีเสน่ห์ของวัฒนธรรมล้านนา




ก่อนการเดินทาง แม้จะรู้สึกใจไม่ค่อยยอมรับถิ่นที่ต้องไปพักอยู่ แม้จะบอกตัวเองว่าเพียงระยะสั้นๆก็ตามที และแม้วันนี้ ใจก็ยังเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อมาถึงแล้วการต้อนรับของคนที่แวดล้อมเราอยู่..ดีเกินความคาดหวัง จึงเป็นการยอมรับให้ได้ ทั้งใจ 
จึงเป็นการปรับตัวยอมรับกับความจริงในชีวิตประจำวันมากกว่าการต่อต้านลึกๆ

วัดพระสิงห์ฯ


วันหยุด ถ้าอยู่กรุงเทพฯคงขลุกอยู่หน้าจอคอมทั้งวัน แต่ที่เชียงใหม่ เมื่อใครๆก็อยากมา เมื่อเรามีโอกาสแล้วจะปล่อยโอกาสดีๆไปใย..จึงคิดหาทางออกจากบ้านเจ้านายด้วยตัวเองและหาทางกลับเอง เพื่อทดสอบตัวเองไปด้วยในตัว ว่าการอยู่เพียงลำพัง 
การไปไหนมาไหนด้วยตัวเองในต่างถิ่นยังสามารถอยู่ไหม?

เริ่มจากการนั่งรถประจำทางจากสันกำแพง ไปลงที่กาดหลวง เพื่อต่อรถไปวัดกู่เต้า โดยการถามแม่ค้าในกาดหลวง เขาว่าวัดกู่เต้าค่อนข้างไกล รถรอบเมืองมักไม่ค่อยไป ก็จริงดังนั้น กว่าจะเรียกรถได้เกือบสิบคัน กว่าจะไปถึง ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เพราะคนขับรถพาวนไปเวียนมาส่งคนอื่นก่อนส่งเรา รถราเชียงใหม่ก็เยอะ รถติดให้หงุดหงิดหัวใจอยู่เหมือนกัน

วัดกู่เต้า(วัดเวฬุวนาราม)




ระหว่างนั่งอยู่บนรถคันสีแดงนั้น ระหว่างทางที่ยังไม่ถึงวัด เจอแม่หญิงคนหนึ่งหน้าตาและการแต่งตัวแปลกตา เพราะเธอนุ่งซิ่น ใส่เสื้อแบบสาวไทใหญ่ ฉันจึงลองชวนเธอคุย และสังเกตุจากภาษาไทยแปร่งๆ ของเธอ ซึ่งต่างจากภาษาคำเมืองที่ฉันได้ยินบ่อยแล้วในรอบ 5 วันที่อยู่เชียงใหม่ ทำให้นึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง จึงถามว่าเป็นคนเมืองนี้หรือเปล่า..เธอว่า..เธอมาจากเชียงตอง ซึ่งเป็นเมืองๆหนึ่งในรัฐฉาน
 ของพม่า 


วัดกู่เต้าหรือวัดเวฬุวนาราม วัดเก่าแก่ ซึ่งยังมีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายหรือเหมือนพม่า หรือล้านนา เงียบ สงบกว่าที่คิด วัดเล็กๆ แทบไม่มีผู้คน เจอนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกเพียง สามคนพ่อแม่ลูก ต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่นบดบังทัศนียภาพอันงดงามของเจดีย์และวิหาร จนยากจะถ่ายภาพมาอวดกันได้
เจดีย์ วัดกู่เต้า(วัดเวฬุวนาราม)





ใครนะว่าการเที่ยวคนเดียวอาจรู้สึกเหงา แต่ฉันสุขใจทุกครั้งเพราะไม่มีใครมากวนใจตอนตั้งสมาธิถ่ายภาพในมุมที่ชอบหรือประทับใจหรือเล็งหามุม
ที่ถูกใจ



ออกจากวัดกู่เต้า ไปวัดพระสิงห์ จะไปทางไหน ตรงไป ออกซ้ายหรือขวา จะขึ้นรถฝั่งนี้หรือฝั่งโน้น ถามทางตลอด





ความสุขของคน ความสุขของฉัน ความสุขที่ไม่ต้องหลอกใคร ไม่ต้องหลอกตัวเอง 


เป็นความรู้สึกที่น่าทึ่งเหลือเกิน ช่วงเวลาที่เดินเข้าในบริเวณวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเพราะผู้คน นักท่องเที่ยวมากมายเหลือเกิน



 แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปภายในวัด ความจอแจและอึดอัดก็ค่อยๆคลายหายไป หลังจากขึ้นไปไหว้พระพุทธสิหิงแล้วเดินลงมา เดินเรื่อยไปผ่านเจดีย์และไหว้พระเจ้าหลวง




 ความรู้สึกหนึ่งวูบผ่านเข้ามาในใจ คือความรู้สึกสงบและเป็นสุขอย่างยิ่ง




สุขแม้อยู่ในที่ๆไม่เคยอยู่ 
สุขแม้ต้องเดินทอดน่องอยู่เพียงลำพัง
 สุขแม้ข้างกายไม่มีใครเดินเคียง
สุขได้โดยไม่ต้องปลอบใจตัวเอง..