แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในหลวง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในหลวง แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันพ่อของปวงชนชาวไทย

วันพ่อ ๕ ธันวามหาราชา.....๒๕๕๖

๕ ธันวามหาราช ๒๕๕๖

ผ่านมา และผ่านไปอีกวัน สำหรับวันสำคัญๆ ของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ
วันพ่อของแผ่นดิน...วันที่ทุกคนละทิ้งความมัวหมอง ละทิ้งความวุ่นวาย ละทิ้งความเจ็บปวด
เพื่อได้ร่วมถวายพระพร ถวายความจงรักภักดี และร่วมกันจุดเทียนชัย..พร้อมกับได้กล่าวสดุดี

...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ 

กึกก้องอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ
เป็นวันที่ประชาชนของพระราชามีความปลื้มปิติและอิ่มความความสุข..อย่างล้นเหลือ 

สำหรับผู้เขียนแล้ว ไม่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ที่นี่..โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ บ้านน้ำดำ ปัตตานี ก็มีกิจกรรมดีๆ ..เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน เป็นประจำทุกปี


ปลูกป่า วันพ่อ ๕ ธ.ค. ๕๖ ณ โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ บ้านน้ำดำ ปัตตานี


แม้ทำเพราะหน้าที่ มีขอบเขตจำกัด  
ความรู้สึกอาจแตกต่างกับการที่เราก้าวลงไปทำทั้งตัวและหัวใจ แต่ก็..สุขไม่เบา


บันทึก......ฉันขอเป็นประชาชนของพระราชา

๗ ธันวาคม ๒๕๕๖

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

กรุงชิงหรือชิงกรุง

๒-๓ ปีมาแล้วที่เรามุ่งมั่นอยู่กับกิจกรรมงานอาสาจนกระทั่งทิ้งเพื่อนๆกลุ่มก๊วนที่เคยลุยป่าด้วยกัน

ครั้งนี้หมอนิติเวชจากรพ.ศิริราชหัวหน้าแก๊งส่งข้อความว่าจะลงมาเที่ยวน้ำตกกรุงชิง และเขารามโรม นครศรีธรรมราช อยากให้ไปเจอกันบ้าง เราเช็ควันเวลาแล้ว ตัดสินใจทันที ทำงานโดยไม่ได้หยุดพักเป็นเดือนๆ เพื่อเก็บวันหยุดไว้เที่ยว

สุขสันต์วันเจอกันพวกเขายังเหมือนเดิม ไม่มีใครอ้วนหรือผอมกว่าเดิม เหมือนเวลาไม่ได้กระชากหัวใจพวกเขาให้อ่อนล้า หรือร่วงโรยลงแต่อย่างใด

จุดนัดพบของเราและเขาคือสุราษฎร์ธานี เช้าวันนั้นฝนตกฟ้าชุ่มตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการเดินทาง จุดหมายต่อไปคือกรุงชิงโฮมสเตย์แอนด์รีสอร์ท ที่ อ.นบพิตำ

หลังอาหารเช้าที่ทางโฮมสเตย์จัดเตรียมไว้ให้แล้วเตรียมใจและกายไปเดินทางไกลกัน ระยะทางไป-กลับ ราวๆ ๘ กม.ไม่มีใครวิตกเรื่องระยะทางแต่หวั่นใจว่าเราจะเจอทากมากไหม?..



การเดินป่าจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางเข้าไปด้วยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
การเที่ยวป่าอย่าได้ประมาท..แม้แต่เรื่องเดียว อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

เดินไประยะหนึ่ง เจ้าหน้าที่อุทยานชี้ให้เราแวะชมต้นไม้ ที่มีลักษณะใบคล้ายปาล์ม คล้ายใบพ้อ แต่มีลำต้นเล็กและสูง ใบเป็นแฉกๆ  เรียกว่าต้นชิง  เราจึงเรียกว่าต้นไม้เจ้าถิ่น.

ชาวบ้านเรียก..กรุงชิง..มาช้านานซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีต้นชิงอยู่มากมาย อยู่ในเขตนบพิตำ อ.ท่าศาลา แต่ปัจจุบันได้ยกฐานะเป็น  อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช มีลักษณะเป็นป่ารกทึบ ที่ล้อมรอบไปด้วย เขาหลวง เขาปลายกะทูน เขาเคี่ยม เขากลม

ปี ๒๕๑๔-๒๕๑๙ เกิดสถานการณ์ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เคลื่อนไหวอย่างหนัก ปลุกระดมมวลชน โฆษณาชวนเชื่อ โจมตีเจ้าหน้าที่ ยึดอาวุธไว้ได้จำนวนมากจนกระทั่งสามารถจัดตั้งเป็น
กองทัพเข้ายึดพื้นที่บริเวณนี้ได้โดยใช้ชื่อ..กองทัพ ปลดแอก ประชาชนแห่งประเทศไทย...

ปัจจุบันยังมีหลักฐานบางอย่างหลงเหลือให้เราได้เก็บมาค้นหา ค้นคว้าข้อมูลเรื่องราวในประวัติศาสตร์เป็นเครื่องประดับปัญญา


ปี ๒๕๒๐ ทหารนาวิกโยธิน สามารถปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์และยึดค่ายกรุงชิงได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จและทรงทราบว่าพื้นที่บริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯจัดตั้งเป็นโครงการพระราชดำริ ทรงให้สร้างทางเข้าพื้นที่และทำโครงการชลประทานเพื่อให้ราษฎรได้เข้าไปอยู่อาศัย ดังนั้นทหารนาวิกโยธินจึงต้องอยู่รักษาพื้นที่ให้ประชาชนได้ประกอบอาชีพและถอนกำลังออกจากพื้นที่เมื่อปี ๒๕๒๕




เจ้าหน้าที่เล่าว่าหากเดินต่อไปในป่าลึกราว ๓-๔ วันจะพบซากเมือง ซากตึก ซากปรักหักพังซ่อนอยู่ซึ่งแสดงให้รู้ว่า พื้นที่บริเวณนั้นเคยเป็นเมืองหรือมีความเจริญรุ่งเรืองในอดีตทำให้เรานึกถึงความเจริญในยุคสมัยศรีวิชัยนั่นเลย..จึงนึกสนุกถามน้องๆว่า..เราจะลองหาเวลาไปกันไหม?







ระหว่างทางเดิน แม้หนทางจะสะดวกสบาย เราได้พบพันธ์ไม้ใหญ่ ต้นใหญ่มากๆ หลงเหลืออยู่ในป่าแห่งนี้อย่างเช่น ต้นหลุมพอยักษ์ ดอกไม้ป่าชนิดต่างๆ เห็ดป่าซึ่งอาจมีพิษ จากการเดินป่าหลายๆครั้ง..เห็ดหลายชนิดที่เราเห็นสวยงามอาจมีพิษหากรับประทานได้คงเป็นอาหารสัตว์ไปแล้ว เพื่อนๆเดินล่วงหน้าไปเยอะแล้ว แต่เรามัวแต่แวะนั่นดูนี่ ฟังเจ้าหน้าที่อธิบายว่าอะไรเป็นอะไร ถ่ายรูปบ้างไรบ้าง







ป้ายบอกชื่อน้ำตกกรุงชิงแต่ละชั้นๆ 



ปกติบ้านเรามีใบไม้สีเขียวครึ้มทั้งป่า คงมีไม่มากที่พบใบไม้สีสวยงดงาม อย่างเช่นใบเมเปิลที่ภูกระดึง ภูหลวงหรือยอดดอยที่มีอากาศหนาว
ในป่ากรุงชิง..เราสามารถมองเห็นงดงามของใบไม้ซึ่งแตกต่างจากไม้สีเขียวโดยทั่วไปได้บ้าง


เกือบถึงจุดสุดท้ายเจ้าหน้าที่พาปีนบุกป่าไม้ไผ่ลงไปถ่ายรูป จำได้ว่าเรียกน้องๆ ผู้ชายที่เดินมาด้วยกันไม่มีใครตามลงไปสักคน 


น้ำตกกรุงชิงถ่ายจากที่สูง เดินลงไปอีกเล็กน้อยและมองกลับขึ้นมาน้ำตกแตกซ่านกระเซ็นเป็นละอองฝอยๆ สัมผัสผิวเย็นเยียบ รู้สึกสบายจนอยากนอนพักเป็นวันๆ

บ้างก็ลงเล่นน้ำสัมผัสความเย็นฉ่ำกันอย่างจริงจัง..พักผ่อนทั้งใจทั้งกายจนอิ่มอกอิ่มใจ

การเดินทางไป..เหมือนการรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือรอคอยใครสักคน..ช่างเนิ่นนานเหลือเกิน
การเดินทางกลับ...ระยะทางเท่ากัน..รวดเร็วจนลืมเรืองราวระหว่างทาง

แต่แน่นอนไม่มีลืมความประทับใจระหว่างกัน

(น่าเสียดายล่องแก่งคลองกลายไม่มีภาพเพราะการพกพากล้องล่องแก่งเป็นอุปสรรคของความสนุก)


ขอบคุณข้อมูล..กรุงชิงจาก...
http://www.gun.in.th/2012/index.php?topic=112267.0

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่




เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ 

แต่ต้องมีความเพียร
แล้วต้องอดทน 
ต้องไม่ใจร้อน
ต้องไม่พูดมาก
ต้องไม่ทะเลาะกัน

ทฤษฎีใหม่นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็มาจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติของคนอื่นด้วยมาตั้งแต่ต้น ทฤษฎีใหม่นี้ ความจริงทางราชการได้ปฏิบัติมาหลายปีแล้วก่อนที่เกิดเป็นทฤษฎีใหม่ในพระราชดำริ คือการพัฒนาทางการเกษตรโดยเฉพาะปลูกหลายอย่างในที่เดียวกันหรือผลัดปลูกหมุนเวียน

เมื่อเป็นทฤษฎีใหม่แล้ว ก็มาเข้าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง คนที่ทำนี้ต้องไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ฟุ้งเฟ้อ ได้เขียนไว้ในทฤษฎีนั้นว่าลำบากเพราะผู้ที่ปฏิบัติต้องมีความเพียรและต้องอดทน ไม่ใช่ว่าทำง่ายๆ
 ไม่ใช่บอกว่าเป็นทฤษฎีของในหลวงแล้วจะทำได้สะดวก  และไม่ใช่ว่าทำได้ทุกแห่ง ต้องเลือกที่ ถ้าค่อยๆทำไป ก็จะสามารถขยายความคิดของทฤษฎีใหม่นี้ไปได้โดยดัดแปลงทฤษฎีนี้ แล้วแต่สภาพของภูมิประเทศหรืออาจจะช่วยสภาพภูมิประเทศโดยเฉพาะหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม

พระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคล
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
วันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑
(จากหนังสือ คำพ่อสอน)

ขอบคุณภาพจาก อินเตอร์เนต


วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วันพ่อ..โครงการฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริฯบ้านน้ำดำ ปัตตานี

ศาลาทรงงาน


เมื่อปีที่แล้ว ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ผู้เขียนมีโอกาสได้เฝ้ารอรับเสด็จพ่อหลวง ณ โรงพยาบาลศิริราชโดยไปจับจองพื้นที่เฝ้ารอตั้งแต่เย็นของวันที่ ๔ ด้วยจิตมั่นหมาย 

ปีนี้อยู่ห่างไกลและติดภารกิจที่ยังยุ่งอิรุงตุงนัง มิอาจแยกตัวเองออกห่างไปได้ จึงเฝ้ารอ เฝ้าดูติดตามข่าวสารปวงประชาของพระองค์ท่านที่หลั่งใหลกันเข้าจับจองพื้นที่ทั้งบริเวณโรงพยาบาลศิริราชและหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมจนกระทั่งเต็มพื้นที่..ล้นพื้นที่ออกไปสุดลูกหูลูกตา กลายเป็นพื้นที่สีเหลืองอร่ามตา บานสะพรั่งทั้งแผ่นดิน สะท้อนให้เห็นถึงแผ่นดินของพระมหากษัตริย์อย่างไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆอีก และเชื่อว่าพี่น้องคนไทย..มีความสุขที่สุด  
รู้สึกปลื้มปิติและน้ำตาเอ่อขอบตาอย่างไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับผู้เขียน

ขอบคุณภาพ จาก อินเตอร์เนต

ส่วนภายในโครงการฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บ้านน้ำดำ ปัตตานี หน่วยเล็กๆ ในพื้นที่เสี่ยง มีกิจกรรมช่วงเช้าตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้งร่วมกับชุมชนชาวไทยพุทธในพื้นที่ และแยกย้ายกันทำงาน ต่อมาตอนเย็น..กำหนดการจุดเทียนถวายพระพร จะเร็วกว่าส่วนกลางเพราะเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่อันตราย พื้นที่เกิดเหตุการก่อความไม่สงบ 

ดังนั้นพี่น้องชาวฟาร์มตัวอย่างและประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยต่างๆที่มาประจำการจึงมาพร้อมเพรียงกันช่วงเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น.และพิธีเริ่ม ๑๗.๓๐ น.
ระหว่างรอ


จัดแถว


       แม้ว่าเราเป็นส่วนเล็กๆ ของพสกนิกรไทยของพ่อหลวงแต่เราก็รักพ่อเสียงดังไม่แพ้ใคร..

พร้อมไหม?
พิธีกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่นาที

พ.อ.พิเศษ ณรงค์กร พุทธสงกรานต์ ประธานในพิธี กล่าวคำถวายพระพร

และเสียงเพลงสดุดีมหาราชาดังกึกก้องทั่วทั้งบริเวณและก้องกังวานอยู่ในหัวใจทุกดวงของลูกๆทุกคน...


เริ่มจุดเทียนชัยถวายพระพร



เสียงถวายพระพร..
ทรงพระเจริญ
ทรงพระเจริญ
ทรงพระเจริญ

ประสานก้องกังวาน

ส่วนกลาง ส่วนเหนือ อีสานหรือส่วนใต้ ชายขอบ ชายแดน คนไทยก็รักในหลวง

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน 
ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ขอเดชะ



















วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทุ่งมะขามหย่อง..จากโบราณกาลถึงปัจจุบันกาล


ณ เวลานี้ ถ้ามีใครเอ่ยถึง "  ทุ่งมะขามหย่อง"   คงไม่มีใครไม่รู้จัก ด้วยว่า

วันที่ 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 16.45 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงจากที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการส่วนพระองค์ ท่ามกลางเหล่าพสกนิกรเฝ้ารอรรับเสด็จและร่วมร้องถวายพระพรอย่างกึก้องตลอดเส้นทาง ผู้เขียนไม่มีโอกาสเดินทางไปเฝ้ารอรับเสด็จเพราะมีภารกิจ แต่เฝ้าติดตามข่าวสารเป็นระยะด้วยความปลื้มปิติผ่านอินเตอร์เนตเป็นระยะ และประชากรคนไทยทั่วทั้งประเทศคงได้ติดตามข่าวสารหน้าจอโทรทัศน์ด้วยความปลื้มปิติเช่นเดียวกัน

"ทุ่งมะขามหย่อง"   พื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ผูกพันกับชาวไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นสมรภูมิรบสำคัญในสมัยอยุธยา ที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ ถึงการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ของวีรสตรีไทย " สมเด็จพระศรีสุริโยทัย"   ที่ทรงสละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในการรบกับพม่าเมื่อปี พ.ศ.2091 ตั้งอยู่ในตำบลภูเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กินพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ มีพระราชานุสาวรีย์ช้างทรงของสมเด็จพระสุริโยทัย และนักรบจาตุรงคบาท ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ ซึ่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้มีโครงการถูกจัดสร้างขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติให้กับสมเด็จพระศรีสุริโยทัย และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวาระมหามงคลพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ.2535 ด้วย สถานที่แห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า  " พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย"   โดยอนุสถานแห่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยในวันที่ 21 มิถุนายน 2531 คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดสร้าง โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จนกระทั่งสมัย พลเอก อิสระพงศ์ หนุนภักดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการ (ชื่อในขณะนั้น) ได้ดำเนินการออกแบบวางผังก่อสร้างเพื่อเสนอต่อ นาย อานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีเพื่อขอรับความเห็นชอบ และได้ลงนามเห็นชอบ และแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย เมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม 2534 ส่วนองค์พระราชานุสาวรีย์และประติมากรรมภายในพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยนั้น ออกแบบและปั้นรูปโดย คุณไข่มุกด์ ชูโต



ทุ่งมะขามหย่อง  อีกด้านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ความสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คือเชื่อกันว่าพื้นที่ด้านตะวันตกของอยุธยานี้ ในสมัยก่อนเป็นพื้นที่ที่ข้าศึกเมื่อยกทัพมามักจะมีการตั้งค่ายในบริเวณที่ราบบริเวณนี้ จนฤดูน้ำหลากจึงจะล่าถอยออกไป รวมทั้งการทำยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วย ทำให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการขยายพื้นที่ส่วนพระราชานุสาวรีย์ออกไป และได้จัดสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชในบริเวณนี้เช่นกัน

ทุ่งมะขามหย่อง  เป็นพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพื้นที่แก้มลิง แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และในฤดูแล้งจะนำน้ำที่กักเก็บไว้ให้เกษตรกรได้ใช้ในการเพาะปลูก เพื่อพสกนิกรชาว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสถานที่สำคัญทั้ง 2 แห่ง ยังบ่งบอกทางประวัติศาสตร์ของ “ทุ่งมะขามหย่อง” และ “ทุ่งภูเขาทอง” ที่ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย และ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยสู้รบกับพม่า นอกจากนี้ผืนแผ่นดินทั้ง 2 แห่ง จึงได้ตั้งชื่อผืนแผ่นดินทั้ง 2 แห่งนี้ว่า “ผืนแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณ”

พสกนิกรเฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  และส่งเสียงถวายพระพรอย่างกึกก้อง เมื่อ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สำหรับทุ่งมะขามหย่อง มีเนื้อที่ทั้งหมด 250 ไร่ ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ (แก้มลิง) จำนวน 180 ไร่ มีความจุน้ำได้ถึง 2,100,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดในอนาคต และยังสามารถนำเอาน้ำที่กักเก็บไว้ ไปใช้เพื่อเกษตรกรรมได้ในฤดูแล้งที่ต้อง การใช้น้ำทุ่งมะขามหย่องยังเป็นสวนสาธารณะที่ประชาชน สามารถมาเที่ยวชมความสวยงามและ เป็นที่พักผ่อนได้ คุณประโยชน์มีมหาศาล

ผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ ตั้งอยู่และแผ่ความเจริญรุ่งเรืองมาจวบจนทุกวันนี้ก็ด้วยพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพแห่งพระมหากษัติรย์โดยแท้ทีเดียว


ขอบคุณข้อมูล จากวิกิพีเดีย  http://th.wikipedia.org/wiki/พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย
และ ครอบครัวข่าว
http://www.krobkruakao.com/ข่าว/56752/ประวัติพระราชานุสาวรีย์สุริโยทัย-ทุ่งมะขามหย่อง.html
http://hilight.kapook.com/view/71156

ขอบคุณภาพจาก 
http://news.sanook.com/gallery/gallery/1119744/282129/ และวิกิพีเดีย



วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

เกิดกับใจ อยากให้จบลงที่ใจ

ในที่สุดการเดินทางของ..คน..ก็จบลงในบางบทบาทของชีวิต

สำนวนฝรั่งบอกว่า..
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

ความรัก บางคนบอกว่ารักกันตลอดไป มีจุดหมายปลายทางที่อยากจะรักชั่วนิรันดร์ แต่สุดท้าย รักก็จบ บางคนก็จบอย่างสวยงามและโรแมนติก บางคนก็จบอย่างเจ็บปวด บางคนก็จบเพราะพลัดพรากจากกัน สุดท้ายคือ..จบ

เวลาและภารกิจ ณ เมืองเชียงใหม่
จบสิ้นแล้ว 
หลังจากเจ้านายยื้อเวลา จาก 2 สัปดาห์มาเป็น 2 เดือน ในที่สุด ความอดทนก็จบลงพร้อมกับหมดเวลายื้อกันต่อไป พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เกิดแตกหักกันระหว่างงาน เจ้านาย และลูกน้อง
แต่หมายถึงผู้เขียนเอง หมดเวลาปรับตัวและอดทน หมดใจที่พักอาศัยต่อไปในที่ๆยังคิดตลอดเวลาว่าไม่ใช่ที่ๆของเรา ไม่ใช่บ้านของเรา ทั้งที่บ้านหลังนี้ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นไอความเมตตา เอ็นดูต่อเราเสมือนลูกและหลาน ความเอื้ออาทรและแบ่งปันจากน้ำใสใจจริงจาก บุคคลครอบครัวของเจ้านายทุกคนและเพื่อนร่วมงาน อ้อมกอดในวันร่ำลา อบอุ่นแต่ก็เศร้า เดินไปลูบหัวเจ้าแครช สุนัขพันธ์ลาบาดอร์ขี้อ้อน ร่ำลาดอลล่า บางแก้วผู้มีฟอร์มและดุนักหนา สีทองสุนัขพันธ์ไทยยังเป็นเด็กน้อยผู้มีบุญเห่าบ๊อกแบ๊กอยู่ในอ้อมกอดของอ่าม่า 


บางครั้งจิตที่คิดว่าแกร่งๆ เก่งๆ บทจะรั้นก็ยอมสยบให้ความรู้สึกหมดใจเสียง่ายๆ สิ่งดีๆ ที่คนรอบข้างหยิบยื่นให้..ไม่มีความหมาย ที่จะยื้อใจของเราได้อีกต่อไป

ก่อนกำหนดเวลากลับ 2 สัปดาห์ สุขภาพเริ่มรวน การทำงานของร่างกายและจิตใจเริ่มพยศในเวลาเดียวกัน เล่นงานผู้เขียนเสียจนแทบแย่ บางอารมณ์และความรู้สึกอยากร้องให้ในความเดียวดาย แต่ด้วยความอดทนของตัวเองที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้คิดแม้แต่จะโทรศัพท์บอกเล่าให้คนในครอบครัวได้รับรู้ หรือแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครได้แลเห็น..ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนจบภารกิจ อาจมีบ้างในบางครั้งสมองเบลอเลอะเลือนจนคุยกับเจ้านายคนละเรื่อง จนเจ้านายบอกว่า..ตั้งสติดีๆ ท่าจะเยอะไปแล้วนะเรา เอ่อ...เขาคิดว่าเราเยอะ ไม่คิดว่าบ้างว่าเรากำลังจะหมดแรงเยอะ 

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เชียงใหม่
แต่เมื่อถึงวันนี้..เช้านี้ เปิดประตูเข้ามายังที่ๆของเรา รอบๆตัวอบอวลไปด้วยสิ่งที่เป็นของเรา หันไปทางไหนก็มีแต่สิ่งที่เรารัก ภาพถ่ายระหว่างเราและคนเคยรัก หนังสือกองโตๆ บนชั้นวางที่รอเรากลับมารื้อมาค้นอ่านหาข้อมูลด้วยความคิดถึง ภาพถ่ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่เหลือบตาจากคอมฯขึ้นไปก็ได้แลเห็นพระองค์ยังทรงประทับอยู่ ณ ตรงนั้น เปิดวิทยุ โทรทัศน์ ทักทายและอยากขอบใจยังอยู่ต้อนรับการกลับของเรา จัดแจงปัดฝุ่น เช็ดคราบฝุ่นละอองที่ล่องลอยเข้ามายึดเป็นที่พักผ่อนกันเยอะแยะมากมาย  และขึ้นเตียงเพื่อพักเอาแรง ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างมีความสุขกับสิ่งที่เป็นของๆเรา มิใช่ของๆใคร พักหัวใจอันอ่อนล้ากับการที่ได้กำหนดจิต บังคับใจให้อยู่อย่างมีความสุขกับสิ่งที่มิใช่ของๆเรา มาเป็นเวลานาน
ทำบุญไถ่ชีวิตโคร่วมกับอาม่า(คุณแม่เจ้่านาย)ในวันมาฆบูชา วัดชัยมงคล เชียงใหม่
ในที่สุด ผู้เขียน ก็ยังคงยึดติดและมีความสุขกับสิ่งของที่เป็นของๆเราอยู่อย่างนั้น 
แม้ได้พยายามเตือนตน เตือนสติ เตือนใจตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า..ใจเรานี่สำคัญเสียจริง


"สำคัญที่ใจ" - หลวงพ่อชา สุภัทโท


ใจของเราสำคัญมาก

มันเป็นนายของกายเป็นนายของทุกสิ่ง ทุกอย่าง

ถ้าใจดีทุกอย่างจะดีหมด ถ้าใจเสียทุกอย่างจะเสียหมด 

ถ้าใจร้ายก็มีแต่ของที่ร้ายๆ ทั้งนั้น

ฉะนั้นจึงจำเป็น ต้องฝึกจิตใจของเราด้วยการปฏิบัติภาวนา 


วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ครั้งหนึ่ง..ของชีวิต


ก่อนที่ผู้เขียนมายืนอยู่ในบริเวณลานพระราชบิดา ในโรงพยาบาลศิริราช ผู้เขียนได้ทบทวนถึงกิจกรรมทำเพื่อพ่อที่เคยทำและจะทำต่อไป คุยกับเพื่อนบางคนว่า..บางอารมณ์ไม่อยากไปร่วมกับเพื่อนๆ อยากอยู่เงียบๆ เอ่ยคำจงรักภักดี ถวายพระพรอยู่ในใจหรือผ่านสังคมออนไลน์เช่นทุกๆปี


ครั้นเมื่อไปยืนอยู่หน้าตึกเฉลิมพระเกียรติ ลานพระราชบิดา พนมมือแหงนหน้าขึ้นไปยังยอดตึกระลึกอยู่ในใจ ถวายพระพร ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มภัยแด่องค์ภูมินทร์ ทำให้รู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องดีแล้วและจะไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญของชีวิตแน่นอน

ท้องฟ้าเริ่มสลัว ผู้คน ประชาชนของพระเจ้าแผ่นดิเริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่บริเวณลานราชพระบิดา

สายลมพัดเอาความเย็นมาสัมผัสกาย สัมผัสใจเป็นระลอก

คุยกับประชาชนของพระองค์ซึ่งบ้างก็ว่าเพิ่งมาปีแรก บ้างก็ว่ามาทุกปีจนกระทั่งรู้จักและสนิทกับนายทหารองครักษ์ของพระองค์ บ้างก็มาจากต่างจังหวัด เช่นครอบครัวที่ผู้เขียนนั่งคุยด้วย มาจากจังหวัดอ่างทอง ๓ คนพ่อแม่ลูก มาเป็นปีที่ ๒ แล้ว เล่าว่าปีที่แล้วได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์เพียงเล็กน้อยตอนพระองค์ประทับรถและเคลื่อนออกจากรพ.ศิริราช และคราวนี้แม้จะเพิ่งผ่านวิกฤติน้ำท่วมบ้านเขาก็ยังมาอีกเพื่อให้ได้ร่วมถวายพระพรได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์อย่างใกล้ชิด ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและมีความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวง ผู้เขียนพูดคุยด้วยก็รู้สึกตื้นตันใจเกินจะบรรยาย

สามคนพ่อแม่ลูก มาจากจังหวัดอ่างทอง
เขาทั้งสามคนพ่อแม่ลูก..เฝ้าคอยมองขึ้นไปยังยอดตึกเฉลิมพระเกียรติและพูดคุยกันตลอดเวลา จนกระทั่งเสียงที่ผู้เขียนได้ยิน..ลูกชายพูดว่าห้องปิดไฟแล้ว ท่านคงนอนแล้ว ผู้เขียนจึงแหงนมองตามขึ้นไปไฟบนยอดตึกดับลงแล้วจริงๆ เขาจึงเริ่มเตรียมที่นอนบนเสื่อผืนเล็กๆและผ้าห่มผืนบางๆให้ลูกชาย



ช่วงเวลาใกล้ค่ำ ประชาชนผู้มาพักค้างที่ลานพระราชบิดา ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์และแม่ชี ได้ร่วมกันสวดมนต์และถวายพระพรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้เขียนและเพื่อนๆก็เข้าร่วมกิจกรรมกับเขาด้วย ด้วยความรู้สึก..ครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ เป็นบุญเหลือเกินที่มีโอกาสได้ตอบแทนในพระมหากรุณาธิคุณแด่องค์พ่อแห่งแผ่นดินแม้ไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งที่พ่อหลวงได้ทรงทำให้กับคนทั้งแผ่นดิน




ยิ่งดึก ลมพัดแรงอากาศยิ่งหนาว ประชาชนที่มาเฝ้ารอบ้างก็ได้หลับนอนพักผ่อนโดยไร้ความกังวลอื่นใด ซึ่งผู้เขียนได้ยินเขาว่าได้มานอนอยู่ใกล้ๆแบบนี้ก็อุ่นใจสบายใจที่สุดแล้ว บ้างก็คอยเดินตระเวณหาที่หาทางเพื่อได้เข้าไปรอรับเสด็จพระองค์อย่างใกล้ชิดที่สุด เพื่อได้เห็นพระองค์ในระยะใกล้ๆ บ้างก็นั่งพูดนั่งคุยกันในเรื่องเกี่ยวกับพระองค์โดยไม่รู้เบื่อหน่าย








ยามดึกสงัด สายลมยังไม่ลาแรง ด้วยความเหนื่อยอ่อน บ้างก็หลับใหลเอาแรงโดยมีพระองค์ภูมิพลเป็นพ่อผู้คุ้มภัย



ภาพนี้ผู้เขียนเก็บภาพมาด้วยสัมผัสถึงความตั้งใจ ด้วยความจงรักภักดี ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ของประชาชนข้ารองบาทของพระเจ้าแผ่นดินและผู้เขียนมั่นใจว่าเป็นภาพที่สะท้อนถึงความรักออกมาอย่างชัดเจนทีเดียวสำหรับผู้ที่ได้เจอ






บรรยากาศยามเช้าตรู่ อากาศหนาวเพราะแรงลม ผู้คนเริ่มทะยอยกันเข้ามาจับจองพื้นที่ยังมีเหลือหน้าบริเวณตึกแพทยศาสตร์ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าออกของขบวนเสด็จจนเต็มพื้นที่ เสียงเพลงสดุดีพ่อหลวงกระหึ่มขึ้นมาเป็นครั้งคราวสลับกับเสียง..ทรงพระเจริญ

บรรยากาศยามเช้าตรู่ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

เวลา ๙.๔๕ น.ทหารองครักษ์ตั้งแถวประจำตำแหน่งเพื่อรักษาความปลอดภัย ประชาชนที่เฝ้ารอต่างชะเง้อรอเพราะเกรงว่าจะพลาดช่วงเวลาสำคัญ ผู้เขียนเองละมือจากกล้องขอไม่ถ่ายภาพในช่วงเวลาที่พระองค์เคลื่อนขบวนออกมา เพราะเกรงว่าพลาดโอกาสได้แลเห็นพระพักตร์ของพระองค์ได้อย่างชัดเจน
เมื่อราชพาหนะของพระองค์ได้เคลื่อนมาใกล้ถึงต่างคนต่างลุกชันเข่าเพื่อได้เห็นพระองค์และกล่าวคำถวายพระพรแด่พระองค์ดังว่าจะให้พระองค์ได้ยินและแลเห็นด้วยเช่นกัน แม้เพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ ไม่กี่วินาทีที่ได้แลเห็นผ่านกระจกรถ น้ำตาของความตื้นตันและปลาบปลื้มหล่อรื้นดวงตาเกินจะกลั้นไว้ได้ 

ครั้งแรกและครั้งหนึ่งของชีวิต ครั้งสำคัญที่ผู้เขียนขอจดจำทั้งน้ำตา น้ำตาด้วยความปลาบปลื้มน้ำตาแห่งความสุขที่มีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีของในหลวงของเรา และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์



ทั้งชาตินี้ ชาติหน้าหรือชาติไหนข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมถวายความจงรักภักดีเป็นลูกของพ่อหลวงองค์ภูมิพลสืบไป ขอพระองค์ทรงพระเจริญมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ



วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พระราชดำรัสเกี่ยวกับน้ำ



เนื่องในวโรกาส วันพ่อแห่งชาติ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
ผู้เขียนแผ่นดินนี้เราจองขอร่วมเผยแพร่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพแด่องค์ภูมิพล อดุลยเดช



พระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ
พระเจ้าอยู่หัวฯเป็นน้ำฉันจะเป็นป่า 
ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ 
              พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ    ฉันจะสร้างป่า
**************************************************************

“... วันนี้ก็ขอพูดขออนุญาตที่จะพูด เพราะว่าอั้นมาหลายปีแล้ว เคยพูดมาหลาย ปีแล้ว ในวิธีที่จะปฏิบัติเพื่อที่จะให้มีทรัพยากรน้ำเพียงพอและเหมาะสม คำว่า “พอเพียง” ก็หมายความว่า ให้มีพอในการบริโภคในการใช้ ทั้งในด้านการบริโภคในบ้าน ทั้งในการใช้ เพื่อการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมต้องมีพอ ถ้าไม่มีทุกสิ่งทุกอย่างก็ชะงักลง แล้วทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เราภาคภูมิใจ ว่าประเทศเราก้าวหน้าเจริญก็ชะงัก ไม่มีทางที่จะมีความเจริญ ถ้าไม่มีน้ำ ...
...โครงการที่คิดจะทำนี้ บอกได้้ว่าไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะเกรงว่าจะมี การคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งเหล่านักต่อต้านโครงการ แต่โครงการนี้ เป็นโครงการอยู่ใน วิสัยที่จะทำได้ ไมจะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อย แต่ถ้าดำเนินไปเดี๋ยวนี้ อีก ๕-๖ ปีข้างหน้า เราสบาย และถ้าไม่ทำ อีก ๕-๖ ปี ข้างหน้า ราคาค่าก่อสร้างค่าดำเนินการก็จะขึ้นไป ๒ เท่า ๓ เท่า ลงท้ายก็ต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไป ก็จะไม่ได้ทำ เราก็จะต้องอดน้ำ แน่ จะกลายเป็นทะเลทราย แล้วเราจะอพยพไปที่ไหนก็ไม่ได้ ...

... ปัญหาเรื่องภัยแล้งนี้ ดูจะเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ หมู่นี้ก็พูดกันอย่างขวัญเสียว่า อีกหน่อยจะต้องปันส่วนน้ำ หรือแม้แต่จะต้องตัดน้ำประปา อันนี้สำหรับกรุงเทพฯ ฉะนั้น ต้องหาทางแก้ไขเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้วางแผนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถ้าหากว่าได้ปฏิบัติ ตามแผนนั้นๆ แล้ว วันนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงการขาดแคลนน้ำ โครงการโดยเฉพาะนั้นก็มี แล้ว โครงการนั้นได้ยืนยันมาเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่ออยู่ที่นราธิวาสได้วางโครงการ ที่แม้จะยังไม่แก้ ปัญหาปีนี้หรือปีหน้า แต่ถ้าทำอย่างดี ในประมาณ ๕ หรือ ๖ ปี ปัญหาน้ำขาดแคลนใน กรุงเทพฯ จะหมดไปโดยสิ้นเชิง..."

พระราชดำรัสถึงโครงการกักเก็บน้ำป่าสัก จ.ลพบุรี และ จ.สระบุรี โครงการเขื่อนเก็บน้ำแม่น้ำนครนายก จ.นครนายก โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖


"... เรื่องน้ำนี้ ก็เป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น แม้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทั้งสัตว์ทั้งพืช ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าน้ำเป็นสื่อ หรือเป็นปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิต แม้สิ่งไม่มีชีวิตก็ต้องการน้ำเหมือนกัน มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นอะไรไม่ทราบ เช่น ในวัตุถุต่างๆ ในรูปผลึก ก็ต้อง มีน้ำในนั้นด้วย ถ้าไม่มีน้ำก็จะไม่เป็นผลึก กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีรูป ฉะนั้น น้ำนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่กล่าวถึงข้อนี้ก็จะให้ได้ทราบถึงว่า ทำไมการพัฒนา ขั้นแรกหรือสิ่งแรก ที่นึกถึงก็คือโครงการชลประทาน แล้วก็โครงการ สิ่งแวดล้อมทำให้น้ำดี สองอย่างนี้อื่นๆ ก็จะเป็นไปได้ถ้าหากว่า ปัญหา ของน้ำนี้ เราได้สามารถที่จะแก้ไข หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เรามีน้ำใช้ อย่างเพียงพอ ฉะนั้นการพัฒนานั้นสิ่งสำคัญก็อยู่ตรงนี้ นอกจากนั้น ก็เป็นสิ่งที่ต่อเนื่อง เช่นวิชาการในด้านการเพาะปลูก เป็นต้น ตลอดจนถึง การพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หรือการค้า หรือการคลัง อะไร พวกนี้ก็ต่อเนื่องต่อไป... "

พระราชดำรัส วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๒ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน


 “... การทำฝนเทียมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีเครื่องอุปกรณ์ วัสดุ และเจ้าหน้าที่ งานที่ทำนี้ก็ต้องส้ินเปลืองไม่ใช่น้อย แต้ถ้าผลที่ได้ คือจะเป็นผลที่น่าพอใจ การทำฝนนี้ เป็นสิ่งที่ลำบากหลายๆ ประการ ทางด้านเทคนิค และในด้านจังหวะที่จะทำ เพราะถ้าพูดถึงด้านเทคนิค ฝนที่ทำนี้ จะพลิกฤดูการไม่ได้ ไม่ใช่ว่าฝนแล้งจะบันดาลได้อย่าง ปาฎิหาริย์ทำให้มีฝนเพียงพอกับการเพาะปลูกมิได้ หรือจะแทนการ ชลประทานที่ขุดเรียบร้อยกว้างขวางก็ไม่ได้ แต่เป็นทางหนึ่งที่มีหวัง สำหรับฤดูกาลที่ควรจะมีฝน และฝนเทียมจะช่วยให้ประคองพืชผล ไม่ให้สิ้นไปพอได้ การทำฝนเทียมนี้เป็นสิ่งที่ใหม่ จึงต้องทำโครงการ อย่างระมัดระวัง เพราะว่าสิ้นเปลือง ถ้าทำแล้วไม่ได้ผลจะสิ้น เปลืองโดยใช่เหตุ...”

พระราชดำริ วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน


 ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุ ราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่าย ช่วยปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำ และตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บไว้ จะซึมเข้าไปในดิน ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง ต่อไปจะสามารถ ปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่น พันธ์ุไม้โตเร็ว และพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบ เพื่อ ฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ...” พระราชดำรัส วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๒ อ.บาเจาพ จ.นคราธิวาส “...ให้ดำเนินการสำรวจทำเลสร้างฝายต้นน้ำลำธารในระดับที่สูง ใกล้บริเวณยอดเขามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลักษณะของฝาย ดังกล่าวจำเป็นต้องออกแบบใหม่ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำ ไว้ได้ปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงและประคับประคองกล้าไม้พันธุ์ที่ แข็งแรง และโตเร็วที่ใช้ปลูกแซมในป่าแห้งแล้ง อย่างสม่ำเสมอ โดยการจ่ายน้ำไปรอบๆ ตัวฝายจนสามารถตั้งตัวได้..."

พระราชดำรัส วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๑ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน


“... อาจมีบางคนเข้าใจว่า ทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือเรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ที่โรงเรียนมีครู ซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล่้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่าภูเขาต้องมีป่าไม้อย่างนั้น เมื่อเม็ดฝนตกลงมาแล้ว จะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ทำความเสียหายดินหมดจากภูเขา เพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้ เรื่องการอนุรักษ์ และเป็นหลักของชลประทาน ที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้ เดือดร้อนตลอดทั้งดินบนภูเขาจะหมดไป กระทั่งมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำ ทำให้น้ำท่วม นี้นะ เรียนมา ตั้งแต่ อายุ ๑๐ ขวบ ..."

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๒

 “...สำหรับต้นน้ำ ไม้ที่ขึ้นอยู่บริเวณสองข้างลำห้วย จำเป็นต้องรักษา ไว้ให้ดี เพราะจะช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นไว้ ส่วนตามร่องน้ำและบริเวณที่น้ำซับ ก็ควรสร้างฝายขนาดเล็ก กั้นน้ำไว้ในลักษณะฝายชุ่มชื้น แม้จะมีจำนวนน้อยก็ตาม สำหรับแหล่งน้ำ ที่มีปริมาณน้ำมาก จึงสร้างฝายเพื่อผันน้ำ ลงมาใช้ในพื้นที่เพาะปลูก...” “... ควรสร้างฝายต้นน้ำลำธารตามร่องน้ำ เพื่อช่่วยชะลอกระแสน้ำ และกักเก็บน้ำ สำหรับสร้างความชุ่มชื้นให้กับบริเวณต้นน้ำ...”

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๒ ณ ดอยอ่างขาง เชียงใหม่



“หลักสําคัญ ว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น 
ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้”

กระแสพระราชดํารัสนี้ พระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ 
ณ พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน


ขอบคุณข้อมูลจาก



วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พระราชดำรัสเกี่ยวกับบ้านเมือง


เนื่องในวโรกาส วันพ่อแห่งชาติ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
ผู้เขียนขอร่วมเผยแพร่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพแด่องค์ภูมิพล อดุลยเดช

ถ้าทุกคนสนใจในความรักประเทศชาติ รักษาความดีเอาไว้ ไม่ต้องไปตามอย่างในสิ่งที่เราเห็น 
ว่าไม่น่าที่จะเจริญไม่น่าจะพัฒนา เราต้องรักษาแนวทางความคิดตามที่เรามีอยู่
 แม้จะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาแต่โบราณกาลจากปู่ย่าตายายของเรา 
แต่เป็นระเบียบการหรือเป็นวิธีการที่ดี จะไม่ล้าสมัย

(ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร 13 มีนาคม 2514) 


บ้านเมืองของเรากำลังต้องการการปรับปรุงและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ 
ทางที่เราจะช่วยกันได้ก็คือ การที่ทำความคิดให้ถูกและแน่วแน่ 
ในอันที่จะยึดถือประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่หมาย ต้องเพลาการคิดถึงประโยชน์เฉพาะตัว
 และความขัดแย้งกันในสิ่งที่มิใช่สาระลง

(พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2543) 


ในการปฏิบัติราชการนั้น ขอให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่านึกถึงบำเหน็จรางวัลหรือผลประโยชน์ให้มาก
ขอให้ถือว่าการทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ เป็นทั้งรางวัลและประโยชน์อย่างประเสริฐ 
จะทำให้บ้านเมืองไทยของเราอยู่เย็นเป็นสุขและมั่นคง

(เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน 1 เมษายน 2533) 


คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข

(พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย 4 ธันวาคม 2541) 

ขอบคุณข้อมูลจาก
และภาพจากอินเตอร์เนต

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

"ในหลวง"ท่ามกลางภยันตรายในสามจังหวัดชายแดนใต้


ปัตตานี ฝนยังคงตกหนัก ท้องฟ้ายังคงมืดมัว ฤาสัญญาณของฤดูน้ำหลากกำลังมาเยือนอย่างแท้จริง 

กรมอุตุนิยมวิทยาก็ประกาศเตือน ภาคใต้ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ฝนตกหนักและอาจมีน้ำท่วมฉับพลัน เราจะเชื่อหรือไม่ ก็ไม่ควรประมาทกับธรรมชาติ

เช้าวานนี้(๒๑ พฤศจิกายน ๒๒๕๕๔)หลังจากผู้เขียนเตรียมอาหารใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ยินเสียงตูมใหญ่คล้ายเสียงระเบิดเอ็ม๗๙ ที่เคยคุ้นเคยในเมืองหลวง ผู้เขียนกับน้าสบตากันเหมือนรู้นัย 
แต่ชั่วไม่กี่วินาทีก็ได้ยินเสียงฟ้าครืนครางตามมา เราจึงยิ้มพร้อมกัน..
โล่งอกไปทีคิดว่าเสียงระเบิดดังใกล้บ้านที่แท้ก็เสียงฟ้าร้อง 

และช่วงเวลาสายๆ ก็ทราบข่าวจากเพื่อนๆในออนไลน์และข่าวจากทีนิวส์ว่าเกิดระเบิดชุดคุ้มกันพระสงฆ์ขณะบิณฑบาตรบาดเจ็บ ๙ ราย ท่ามกลางฝนตกอย่างหนัก ผู้ก่อการร้ายก็ไม่หยุดพักหยุดนอนกันบ้างแล้วหรือไร ไม่เว้นแม่แต่พระสงฆ์ผู้ไม่เคยคิดผิดคิดร้ายกับผู้ใด โหดร้ายกับสังคมไทยมากเกินไปแล้ว

หลายๆคนเคยตั้งคำถามกับผู้เขียนถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ้านเกิด ผู้เขียนเองเกิดและเติบโตที่นี่จริงอยู่แต่หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมแล้วออกจากพื้นที่..แม้ก่อนไปภาพความงดงามในสัมพันธภาพระหว่างความแตกต่างของคนไทยมุสลิมและไทยพุทธยังอยู่ในความทรงจำ
ก็มิอาจตอบได้ว่า..สาเหตุที่แท้จริง..คืออะไร?

สามจังหวัดชายแดนใต้นอกจากประชาชนอยู่กับความยากจนแล้วยังต้องอยู่
กับความหวาดกลัวมาเป็นเวลานาน

แต่ในความน่ากลัวอันตรายที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น...ยังมีพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย 
ทรงบากบั่นเยี่ยมราษฎรของพระองค์ด้วยความลำบากโดยปราศจากความหวาดกลัว 
ทรงแก้ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

ผู้เขียนเคยเก็บเรื่องราวประทับใจจากเว็บไซด์เจ้าพระยานิวส์...


“รักถึงเพียงนี้” และ “จุดเทียนส่งเสด็จ”

  บทความชื่อ “แผ่นดินร่มเย็นที่นราธิวาส” ตีพิมพ์ในนิตยสาร “สู่อนาคต” 
ฉบับพิเศษเนื่องในวันเฉลิมฯ ได้เล่าย้อนให้เราได้เห็นภาพความยากลำบากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทางภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน โดยเฉพาะช่วงก่อนสร้างพระราชตำหนักทักษิณราชนิเวศน์นั้น เป็นที่รู้กันว่าจังหวัดนราธิวาสชุกชุมไปด้วยโจรร้าย โจรปล้นสะดมและพวกโจรเรียกค่าไถ่ ถึงขนาดที่ในหลายๆ หมู่บ้านนั้น แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าไป

  ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักในทุกข์อันลึกล้ำของชาวบ้านที่ทั้งทุกข์เพราะยากจน และทุกข์เพราะภัยคุกคาม จึงได้เสด็จฯ ลงไปเยี่ยมเยียนเป็นขวัญกำลังใจให้ราษฎรของพระองค์โดยไม่ทรงหวาดหวั่น บางวันถึงกับเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์โดยปราศจากกำลังอารักขา และบางหมู่บ้านตำรวจเพิ่งถูกคนร้ายแย่งปืนแล้วยิ่งตายก่อเสด็จไปถึงเพียงไม่ กี่ชั่วโมง
  ทรงรักราษฎรถึงเพียงนี้ จึงไม่แปลกที่หญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านหนึ่งของอำเภอรือเสาะจะเข้ามาเกาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร้องไห้แล้วบอกว่า 
“ไม่นึกเลยว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไทยชาวพุทธ จะมารักมุสลิมได้ถึงขนาดนี้…

  บทความเดียวกันได้เปิดเผยต่อไปอีกว่า ที่อีกหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเดียวกันนั้น โต๊ะครูได้พาพรรคพวกมายืนรอรับเสด็จแล้วพูดขึ้นว่า “..รายอกลับไปเถอะ ประไหมสุหรีกลับไปเถิด ประเดี๋ยวพวกโจรจะลงจากเขา…” 
 และเมื่อถึงเวลาเสด็จฯ กลับที่มืดสนิทอย่างน่ากลัว โต๊ะครูกับชาวบ้านก็พากันมาจุดเทียนส่งเสด็จตลอดเส้นทางอันตราย ด้วยความห่วงใยใน “รายอ” และ “ประไหมสุหรี” หรือ พระราชาพระราชินีของพวกเขาอย่างสุดซึ้ง 
.....................................................

เป็นบทความที่ทำให้เราได้เรียนรู้อดีต และชัดเจนว่าพระเจ้าอยู่หัวฯของคนไทยทั้งประเทศทรงงานอย่างหนักมาเป็นเวลานานหลายสิบปี

ณ ที่แห่งหนตำบลใดประชาชนอยู่อาศัยกันด้วยความยากลำบาก พระองค์มิทรงนิ่งเฉย 
ทรงช่วยเหลือ แก้ปัญหาให้ราษฎร โดยไม่หวั่นกลัว ไม่ท้อถอยต่อภยันตรายใดๆ 
ดังนั้นพระองค์จึงเป็นที่รักของราษฎรทั่วทั้งประเทศไม่ว่านับถือศาสนาพุทธ คริสต์หรืออิสลาม มีภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน






หลังจากเรียนจบแล้วเคยกลับมาทำงานอยู่กับหน่วยงานของราชการที่จังหวัดยะลา เคยได้สัมผัสความน่ากลัวจากเงาของบุคคลที่เราไม่รู้จัก ไม่เห็น อยู่บ้างพอสมควร และมักได้ยินคำตักเตือนจากหน่วยงานเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นตำรวจเสมอ ๆ

รถยนต์ใช้ออกพื้นที่ของหน่วยงานเราก็ไม่มีตราสัญลักษณ์เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่สังเกตุ และถ้าจำเป็นต้องออกพื้นที่สีแดง(หมู่บ้านสุ่มเสี่ยงอันตราย) ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพื่อขอกำลังคุ้มกัน แต่ช่วงเวลานั้นสำหรับบัณฑิตจบใหม่ไฟแรง ทำงานด้วยอุดมการณ์แม้เราไม่ประมาทแต่ไม่เคยกลัวและกลับคิดอีกมุมว่าถ้าต้องมีตำรวจคุ้มกัน เราน่าจะปลอดภัยน้อยกว่า 
ดังนั้นเราจึงเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในหมู่บ้านพื้นที่สีแดงโดยไม่แจ้งหัวหน่วยงานเสมอๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นพอสมควร 
คนในหมู่บ้านแสดงความเป็นห่วงและแจ้งให้เราทราบว่าในหนึ่งสัปดาห์มีวันไหนบ้างที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายเข้าตลาดและสั่งห้ามคนในหมู่บ้านไปไหนมาไหน และอาจทำร้ายคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในหมู่บ้าน แต่โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านก็ยังอยู่กันอย่างสงบนานๆทีจะมีเรื่องร้ายๆให้อกสั่นขวัญหาย

ทุกวันนี้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่เคยเป็น กลุ่มผู้ก่อการร้ายเป็นกลุ่มเดียวกับในอดีตหรือไม่ ผู้เขียนมิอาจตัดสินได้แต่กลุ่มที่ดำเนินการก่อความไม่สงบในปัจจุบันทำเกินกว่าเหตุและโหดร้ายเกินไป

เจ้าหน้าที่บ้านเมือง พ่อค้า ประชาชนผู้เกี่ยวข้อง ช่วยกันสอดส่อง ดูแลประชาชน ให้ได้อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี มีความสงบสุขและปลอดภัย
ผู้ก่อการดี หรือ ผู้ก่อการร้ายทั้งหลาย ได้โปรดหยุดทำร้ายบ้านเมือง หยุดทำร้ายประชาชนในพื้นที่ 
และทำความดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระเจ้าอยู่หัวฯกันเถิด.


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซด์เจ้าพระยานิวส์
ขอบคุณภาพในหลวงจากอินเตอร์เนต
ขอบคุณภาพมัสยิดจากต้นไผ่โฟโต้ ปัตตานี

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ปิดทองหลังพระ


กระแสพระราชดำรัสตอนหนึ่ง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

"...ต้องจำไว้นะ ว่างานทุกอย่างนั้นน่ะ มีด้านหน้าและด้านหลังเหมือนเหรียญบาท งานด้านหน้านั้นมีคนทำแยะ และแย่งกันทำ เพราะมีผลเห็นได้ชัดและก็ปูนบำเหน็จกันได้เต็มที่ แต่งานด้านที่ไม่ปรากฎแก่สายตาคนน่ะ ต้องเป็นคนที่เข้าใจงานและหน้าที่ของตัวจริงๆ จึงจะทำได้ และต้องเสียสละด้วย เพราะงานด้านหลังนั่นน่ะ เป็นงานปิดทองหลังพระ และต้องยอมรับว่าจะไม่ได้อะไรตอบแทน นอกจากความภูมิใจในการทำงานในหน้าที่ของตน จำไว้อีกอย่างหนึ่งคือ งานของพระมหากษัตริย์ที่แท้ส่วนใหญ่เป็นงานด้านหลัง..."

เพลงความฝันอันสูงสุด 
ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ

ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว

ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ

ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทนง

จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง

จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา

ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา
ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป

นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง หมายผดุงยุติธรรมอันสดใส

ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด
ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่ เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน

คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทยฯ

เนื้อหาจากเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้สะท้อนให้คนไทยตระหนัก มุ่งทำความดีเพื่อปกป้องชาติจากอริราชศัตรู แม้ไม่มีใครรู้หรือเห็นก็ตามที
ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือของท่าน วศิษฐ์ เดชกุฐชร อดีตนายตำรวจองครักษ์ เขียนเล่าว่า พระองค์เคยตรัสต่อท่านไว้ว่า การปิดทองหลังพระ เมื่อปิดมากๆวันหนึ่งทองจะล้นออกมาหน้าพระเอง 
ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า..หมายถึงต้องมีคนเห็นทองที่ล้นออกมาหน้าพระเข้าสักวัน เฉกเดียวกับการทำความดี เมื่อเราทำบ่อย ทำมาก แม้วันนี้ไม่มีใครรู้เห็น แต่สักวันย่อมเป็นที่ประจักษ์ต่อผู้คน 
ดุจเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่ทรงงานอย่างหนักมาตลอดการครองราชย์ ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ที่ตรากตรำทำงานเพื่อประชาชนได้อยู่ดีมีสุข ประเทศเข้มแข็งและยั่งยืน ยืนหยัดมาถึงวันนี้ และทั่วโลกได้ประจักษ์แล้วซึ่งความอัจฉริยภาพของพระองค์ ซึ่งคนไทยล้วนสำนึกรักในองค์พระมหากษัตริย์ สำนึกในพระมหากรุณาอันล้นพ้น เพราะพระองค์ทรงปิดทองหลังองค์พระปฏิมาตลอดมา 

แม้มีอริราชศัตรูคอยบั่นทอนพละกำลัง ทำความเสื่อมเสียต่อพระราชวงศ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
แต่พระองค์ทรงมีพระราชจริยวัตรอยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด 
ไม่ทรงย่อท้อ และไม่โต้ตอบแต่ประการใด 
ทุกวันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ได้ตระหนักแล้วว่าการดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงนั้นต้องเดินตามคำสอนของ
พ่อหลวงตามแนวพระราชดำริแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ชีวิตครอบครัว และชุมชนจึงจะเข้มแข็ง โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยหรือขอความช่วยเหลือจากภาครัฐบาล 

การเดินตามรอยเท้าอย่างที่พ่อทำและพ่อสอน ไม่เพียงแต่บุคลใดบุคคลหนึ่งจะเข้มแข็ง 
แต่ทุกครอบครัว ทุกชุมชน ก็จะเข้มแข็งและยืนหยัดอยู่ได้แม้จะเผชิญหน้ากับภัย
หรือความเดือดร้อนจากธรรมชาติหรือจากความชั่วร้ายจากศัตรู


(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต)




วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ช้างกับราชประเพณีไทย


ช้าง เป็นหนึ่งในสัตว์ใหญ่และมากด้วยอำนาจของสัตว์ป่า ปัจจุบันปริมาณป่าในประเทศไทยได้ลดน้อยลง ช้างไม่มีที่อยู่อาศัย ขาดอาหาร คนล่าช้างมาเลี้ยงเพื่อฝึกใช้งานหาเลี้ยงชีพให้คนอยู่รอดแต่ไม่คำนึงถึงหัวใจของช้าง บ้างก็ใช้มันอย่างหนักและทารุณ เมื่อคนอยู่บ้านป่าไม่ได้ก็นำช้างมาอยู่ป่าคอนกรีตเดินย่ำบนถนนอันระอุด้วยความร้อน แม้ช้างตัวใหญ่เนื้อหนังมังสาสากและหนา แต่ผู้เขียนขอคิดแทนพวกมันว่า..เจ็บปวดไม่เบาทีเดียว

ตั้งแต่สมัยพุทธกาลคนผูกพันกับช้าง และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันทั้งผูกพันโดยธรรมชาติ โดยประเพณีวัฒนธรรมเก่าแก่ และโดยความฉลาดแสนรู้ของช้างตลอดจนการฝึกช้างในศึกสงคราม
การถือกำเนิดของช้างมีที่มาหลากหลายตำราซึ่งบางตำราว่าพระจันทร์ทรงแปลงช้างเอราวัณเป็นราชรถและใช้ม้าเทียมลาก การที่พระจันทร์ทรงช้างเอราวัณเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของพระราชาบดี ดังนั้น กษัตริย์จึงโปรดจะประทับช้างเป็นพาหนะทั้งในกองทัพและในกระบวนแห่ไปในราชพิธีต่างๆ

ในรัชกาลที่๔ แห่งราชวงศ์จักรี ช้างต้น จะหมายถึงช้างเผือกเป็นช้างสำคัญ ที่ปรากฎตามหลักตำราคชลักษณ์ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่หลายร้อยปีที่นำมาจากอินเดียสู่ราชสำนักไทย
ประเพณีดั้งเดิมเชื่อว่าพระมหากษัตริย์องค์ใดได้พบช้างเผือกเป็นจำนวนมากแสดงว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นทรงถึงพร้อมด้วยบุญญาธิการและมีบารมีมาก

ลักษณะช้างสำคัญตามตำราคชลักษณ์ ๗ ประการ
.    ตาขาว
.    เพดานปากขาว
.    เล็บขาว
.    ขนขาว
.    พื้นหนังขาวหรือสีอ่อนๆ ออกแดงคล้ายหม้อใหม่
.    ขนหางขาว
.    อัณฑโกสีขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่

การจัดหาช้างเป็นงานของหลวงที่เรียกว่า..กรมช้างหรือคชบาล เพราะถือว่าช้างเป็นทรัพยากรที่สำคัญของแผ่นดิน 
เป็นยุทธปัจจัยสำคัญ
ในสมัยอยุธยานั้น ช้างผือกที่ได้รับพระราชทานนามแล้วสามารถบอกได้ว่าเป็นเพศใด ถ้าเป็นช้างพลาย ขึ้นต้นด้วยพระบรม  หรือพระยาเสวตร ส่วนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นช้างพลายขึ้นต้นด้วย พระเศวต และถ้าเป็นช้างพัง สมัยอยุธยา ขึ้นต้นด้วย พระเทพ และพระอินทร์ ส่วนในกรุงรัตนโกสินทร์ จะขึ้นต้นด้วยพระศร พระเทพหรือพระวิมลรัตนา และลงท้าย กิริณี

ถือกันมาแต่สมัยโบราณว่า ช้างเผือกถือว่ามีศักดิ์สูงเทียบชั้นเจ้าฟ้า และสัตว์ที่นิยมนำมาเลี้ยงคู่กับช้างเผือก มี ๒ ชนิด คือลิงเผือกและกาเผือก ถือกันว่าเป็นสัตว์คู่บุญของช้างเผือก จะช่วยป้องกันสิ่งอวมงคลที่จะมาสู่ช้างเผือกได้ และหากมีเหตุใดๆ เกิดขึ้นกับช้างเผือก จะเชื่อกันว่าเป็นลางร้าย
 
     ช้างเผือกที่ได้รับการขึ้นระวางเป็นช้างหลวงส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ จะเรียกกันว่าช้างต้นซึ่งสมัยก่อน ช้างต้นมี ๓ ประเภทคือ
     . ช้างศึกที่ใช้ออกรบ
     . ช้างสำคัญที่มีลักษณะเป็นมงคลตามตำราคชลักษณ์แต่ไม่สมบูรณ์ทุกส่วน
     . ช้างเผือกที่มีลักษณะถูกต้องตามตำราคชลักษณ์ทุกประการ
และจากที่ปัจจุบัน ไม่มีศึกสงคราม ทำให้ความต้องการใช้ช้างศึกเพื่อการสงครามไม่มี ช้างต้นในยุคปัจจุบัน จึงหมายถึงช้างเผือกที่มีลักษณะอันเป็นมงคลนั่นเอง

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ นี้ จวบจนถึงปัจจุบัน มีการพบช้างเผือก ๒๑ ช้าง
ปัจจุบันเหลือ ๑๑ ช้าง ดังนี้
 
(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต)

§  พระเศวตอดุลยเดชพาหน
ชื่อเต็มคือ พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิสุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาติ สยามราษฎรสวัสดิ ประสิทธิ์รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรพิตรสารศักดิเลิศฟ้า เป็น ช้างพลายเผือกโท ลูกเถื่อนตระกูล "พรหมพงศ์" จำพวกอัฏทิศ ชื่อว่า กมุท คล้องได้เมื่อปี ๒๔๙๙ ที่เมือง "กระบี่"โดยมีพล..บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย มีการสมโภชช้างนี้เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๐๑ และน้อมเกล้าฯ ถวายขึ้นระวางโรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๑ พ.. ๒๕๐๒ เริ่มยืนโรง ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา ในปี ๒๕๑๙  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระเศวต อดุลยเดชพาหนฯ จากโรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต มายืนโรง ณ โรงช้างต้น วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเดือนมีนาคม พ.. ๒๕๔๗

§  พระเศวตวรรัตนกรี
ลูกช้างบ้านของราษฎรอำเภอสันกำแพง จงหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเมื่อผ่านการพิจารณาตรวจคชลักษณ์จากผู้ชำนาญของสำนักพระราชวังแล้ว พบว่า สมบูรณ์ด้วยศุภมงคลต้องตามตำราพระคชลักษณ์ โดยอยู่ในตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวกอัฎฐคช ชื่อ "ดามพหัสดินทร์" สมควรขึ้นระวางเป็นพระยาช้างต้นตามราชประเพณี โดยช้างสำคัญนี้เกิดที่นครเชียงใหม่ ซึ่งได้ทรงสร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ไว้เป็นที่ประทับ เสมอด้วยมีพระราชฐานประจำในนครนี้ ปัจจุบัน ล้มแล้

§  พระเศวตสุรคชาธาร
ลูกช้างพลายพลัดแม่ที่ราษฎรอำเภอรามัญ จังหวัดยะลา ได้นำมาเลี้ยงไว้ ก่อนจะพบว่ามีลักษณะมงคล ซึ่งเมื่อทางสำนักพระราชวังได้ตรวจสอบ พบว่าลูกช้างนั้นมีมงคลลักษณะถูกต้องตามคชลักษณศาสตร์ อยู่ในพรหมพงศ์ ตระกูลช้าง ๑๐ หมู่ ชื่อดามพหัตถีพระเศวตสุรคชาธารนับเป็นช้างต้นช้างที่สามในรัชกาลนี้ และยังเคยเป็นพระสหายของสมเด็จพระเทพฯ สมัยยังทรงพระเยาว์ เคยมีกล่าวถึงในบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่า เมื่อมีการเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังวังไกลกังวล หัวหิน คุณพระเศวตสุรคชาธารก็ได้โดยเสด็จฯ ด้วย ปัจจุบัน ล้มลงแล้ว

§  พระศรีเศวตศุภลักษณ์
ช้างพังเผือก ลูกเถื่อน คล้องมาได้จากจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นช้างตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวกอัฏฐคช ชื่อดามพหัสดินทร์ ปัจจุบันกรมป่าไม้เป็นผู้ดูแล

§  พระเศวตภาสุรคเชนทร์
เดิมชื่อภาศรี เป็นช้างพลายเผือก ลูกเถื่อน ของราษฎรในเขตอำเภอท่ายาง เพชรบุรี เมื่อมีการตรวจสอบพบว่ามีคชลักษณ์ถูกต้องตามตำราคชลักษณศาสตร์ อยู่ในตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวกอัฎฐคช ชื่อ "ดามพหัสดินทร์" จึงได้ขึ้นระวางสมโภชเป็นช้างสำคัญพร้อมกันทีเดียวถึง ๓ เชือก คือพร้อมกับพระบรมนขทัศ และพระเทพวัชรกิริณี ปัจจุบันอายุ ๓๐ ปี อยู่ในความดูแลของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง

§  พระเศวตสุทธวิลาส
ช้างพลายเผือกลูกเถื่อน คล้องมาได้จากจังหวัดกาญจนบุรี เป็นช้างตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวกอัฏฐคช ชื่อดามพหัสดินทร์ ปัจจุบันอายุเกือบ ๓๐ ปี อยู่ในความดูแลของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง

§  พระเทพวัชรกิริณี
เดิมชื่อพังขวัญตา เป็นลูกช้างหลงโขลง ชาวบ้านที่ไปตัดไม้ในเขตหัวหินไปพบเข้า จึงจับมาส่งให้กำนันตำบลเขาย้อย ก่อนจะนำไปถวายวัดและเลี้ยงมาคู่กันกับพลายดาวรุ่ง ต่อมาเมื่อมีการตรวจสอบพบว่า พังขวัญตาเป็นช้างสำคัญมีมงคลคชลักษณ์ถูกต้องตามตำราคชลักษณศาสตร์ อยู่ในตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวกอัฎฐคช ชื่อดามพหัสดินทร์ ซึ่งตำราระบุว่าสมควรขึ้นระวางสมโภชเป็นพระราชพาหนะ เพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศชาติ

§  พระวิมลรัตนกิริณี
ช้างพังเผือก ลูกเถื่อน คล้องมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นช้างตระกูลพรหมพงศ์ จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อกมุท อายุ ๒๙ ปี ปัจจุบันอยู่ที่โรงช้างต้น พระราชวังภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร


§  พระศรีนรารัฐราชกิริณี
ช้างพังเผือก ลูกเถื่อน คล้องได้จากจังหวัดนราธิวาส พลัดกับแม่บนเทือกเขากือชา เป็นช้างตระกูลพรหมพงศ์ พวกอัฏฐทิศ ชื่ออัญชัน อายุ ๒๙ ปี ปัจจุบันอยู่ที่โรงช้างต้น พระราชวังภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร

§  พระบรมนขทัศ
เดิมชื่อพลายดาวรุ่ง พบโดยราษฎรที่อำเภอปราณบุรี มีลักษณะพิเศษคือเล็บครบ เมื่อสำนักพระราชวังส่งผู้ชำนาญไปตรวจคชลักษณ์ พบว่า พลายดาวรุ่งเป็นช้างสำคัญที่หาได้ยาก เกิดในตระกูล "วิษณุพงศ์" จำพวก "อัฎฐคช" ชื่อ "ครบกระจอก" ซึ่งตำราคชลักษณศาสตร์นิยมว่า อุบัติมาเพื่อบุญญาธิการของพระมหากษัตริยาธิราช ควรแก่การสมโภชขึ้นเป็นพระราชพาหนะ จะบังเกิดสวัสดิมงคลแก่ประชาราษฎร์

ปัจจุบันสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป พื้นที่ป่าลดน้อยลง ช้างเผือกหาได้ยากยิ่งนัก แต่ความสำคัญของช้างเผือกมิได้ลดน้อยลง ดังนั้นเมื่อพบช้างสำคัญเข้าสู่พระบรมโพธิสมภารประชาราษฎร์ก็แซ่ซ้องสรรเสริญด้วยความโสมนัสยินดีและน้อมนำให้มีการประกอบพระราชพิธีและขึ้นระวางสมโภชเป็นพระยาช้างต้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา

ถ้าเพียงคนไทยรักษาป่า รักษาสัตว์ ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งมีค่า ทรัพยากรอันล้ำค่าของคนไทยไว้ ย่อมเป็นการรักษาทุกสรรพสิ่งในแผ่นดินทองนี้ไว้ชั่วลูกชั่วหลานทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ
ช้างราชพาหนะ ในโครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย
และ
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต