แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิริราช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิริราช แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ครั้งหนึ่ง..ของชีวิต


ก่อนที่ผู้เขียนมายืนอยู่ในบริเวณลานพระราชบิดา ในโรงพยาบาลศิริราช ผู้เขียนได้ทบทวนถึงกิจกรรมทำเพื่อพ่อที่เคยทำและจะทำต่อไป คุยกับเพื่อนบางคนว่า..บางอารมณ์ไม่อยากไปร่วมกับเพื่อนๆ อยากอยู่เงียบๆ เอ่ยคำจงรักภักดี ถวายพระพรอยู่ในใจหรือผ่านสังคมออนไลน์เช่นทุกๆปี


ครั้นเมื่อไปยืนอยู่หน้าตึกเฉลิมพระเกียรติ ลานพระราชบิดา พนมมือแหงนหน้าขึ้นไปยังยอดตึกระลึกอยู่ในใจ ถวายพระพร ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มภัยแด่องค์ภูมินทร์ ทำให้รู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องดีแล้วและจะไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญของชีวิตแน่นอน

ท้องฟ้าเริ่มสลัว ผู้คน ประชาชนของพระเจ้าแผ่นดิเริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่บริเวณลานราชพระบิดา

สายลมพัดเอาความเย็นมาสัมผัสกาย สัมผัสใจเป็นระลอก

คุยกับประชาชนของพระองค์ซึ่งบ้างก็ว่าเพิ่งมาปีแรก บ้างก็ว่ามาทุกปีจนกระทั่งรู้จักและสนิทกับนายทหารองครักษ์ของพระองค์ บ้างก็มาจากต่างจังหวัด เช่นครอบครัวที่ผู้เขียนนั่งคุยด้วย มาจากจังหวัดอ่างทอง ๓ คนพ่อแม่ลูก มาเป็นปีที่ ๒ แล้ว เล่าว่าปีที่แล้วได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์เพียงเล็กน้อยตอนพระองค์ประทับรถและเคลื่อนออกจากรพ.ศิริราช และคราวนี้แม้จะเพิ่งผ่านวิกฤติน้ำท่วมบ้านเขาก็ยังมาอีกเพื่อให้ได้ร่วมถวายพระพรได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์อย่างใกล้ชิด ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและมีความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวง ผู้เขียนพูดคุยด้วยก็รู้สึกตื้นตันใจเกินจะบรรยาย

สามคนพ่อแม่ลูก มาจากจังหวัดอ่างทอง
เขาทั้งสามคนพ่อแม่ลูก..เฝ้าคอยมองขึ้นไปยังยอดตึกเฉลิมพระเกียรติและพูดคุยกันตลอดเวลา จนกระทั่งเสียงที่ผู้เขียนได้ยิน..ลูกชายพูดว่าห้องปิดไฟแล้ว ท่านคงนอนแล้ว ผู้เขียนจึงแหงนมองตามขึ้นไปไฟบนยอดตึกดับลงแล้วจริงๆ เขาจึงเริ่มเตรียมที่นอนบนเสื่อผืนเล็กๆและผ้าห่มผืนบางๆให้ลูกชาย



ช่วงเวลาใกล้ค่ำ ประชาชนผู้มาพักค้างที่ลานพระราชบิดา ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์และแม่ชี ได้ร่วมกันสวดมนต์และถวายพระพรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้เขียนและเพื่อนๆก็เข้าร่วมกิจกรรมกับเขาด้วย ด้วยความรู้สึก..ครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ เป็นบุญเหลือเกินที่มีโอกาสได้ตอบแทนในพระมหากรุณาธิคุณแด่องค์พ่อแห่งแผ่นดินแม้ไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งที่พ่อหลวงได้ทรงทำให้กับคนทั้งแผ่นดิน




ยิ่งดึก ลมพัดแรงอากาศยิ่งหนาว ประชาชนที่มาเฝ้ารอบ้างก็ได้หลับนอนพักผ่อนโดยไร้ความกังวลอื่นใด ซึ่งผู้เขียนได้ยินเขาว่าได้มานอนอยู่ใกล้ๆแบบนี้ก็อุ่นใจสบายใจที่สุดแล้ว บ้างก็คอยเดินตระเวณหาที่หาทางเพื่อได้เข้าไปรอรับเสด็จพระองค์อย่างใกล้ชิดที่สุด เพื่อได้เห็นพระองค์ในระยะใกล้ๆ บ้างก็นั่งพูดนั่งคุยกันในเรื่องเกี่ยวกับพระองค์โดยไม่รู้เบื่อหน่าย








ยามดึกสงัด สายลมยังไม่ลาแรง ด้วยความเหนื่อยอ่อน บ้างก็หลับใหลเอาแรงโดยมีพระองค์ภูมิพลเป็นพ่อผู้คุ้มภัย



ภาพนี้ผู้เขียนเก็บภาพมาด้วยสัมผัสถึงความตั้งใจ ด้วยความจงรักภักดี ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ของประชาชนข้ารองบาทของพระเจ้าแผ่นดินและผู้เขียนมั่นใจว่าเป็นภาพที่สะท้อนถึงความรักออกมาอย่างชัดเจนทีเดียวสำหรับผู้ที่ได้เจอ






บรรยากาศยามเช้าตรู่ อากาศหนาวเพราะแรงลม ผู้คนเริ่มทะยอยกันเข้ามาจับจองพื้นที่ยังมีเหลือหน้าบริเวณตึกแพทยศาสตร์ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าออกของขบวนเสด็จจนเต็มพื้นที่ เสียงเพลงสดุดีพ่อหลวงกระหึ่มขึ้นมาเป็นครั้งคราวสลับกับเสียง..ทรงพระเจริญ

บรรยากาศยามเช้าตรู่ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

เวลา ๙.๔๕ น.ทหารองครักษ์ตั้งแถวประจำตำแหน่งเพื่อรักษาความปลอดภัย ประชาชนที่เฝ้ารอต่างชะเง้อรอเพราะเกรงว่าจะพลาดช่วงเวลาสำคัญ ผู้เขียนเองละมือจากกล้องขอไม่ถ่ายภาพในช่วงเวลาที่พระองค์เคลื่อนขบวนออกมา เพราะเกรงว่าพลาดโอกาสได้แลเห็นพระพักตร์ของพระองค์ได้อย่างชัดเจน
เมื่อราชพาหนะของพระองค์ได้เคลื่อนมาใกล้ถึงต่างคนต่างลุกชันเข่าเพื่อได้เห็นพระองค์และกล่าวคำถวายพระพรแด่พระองค์ดังว่าจะให้พระองค์ได้ยินและแลเห็นด้วยเช่นกัน แม้เพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ ไม่กี่วินาทีที่ได้แลเห็นผ่านกระจกรถ น้ำตาของความตื้นตันและปลาบปลื้มหล่อรื้นดวงตาเกินจะกลั้นไว้ได้ 

ครั้งแรกและครั้งหนึ่งของชีวิต ครั้งสำคัญที่ผู้เขียนขอจดจำทั้งน้ำตา น้ำตาด้วยความปลาบปลื้มน้ำตาแห่งความสุขที่มีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีของในหลวงของเรา และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์



ทั้งชาตินี้ ชาติหน้าหรือชาติไหนข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมถวายความจงรักภักดีเป็นลูกของพ่อหลวงองค์ภูมิพลสืบไป ขอพระองค์ทรงพระเจริญมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ



วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

กำลังใจ"คนรักพ่อภาคปฏิบัติ"


นานๆทีได้นั่งรถเมล์ออกจากบ้านช่วงเช้าวันอาทิตย์(ปกตินั่งเรือจากท่าน้ำนนท์)
วันหยุดของทุกคน วันที่คนกรุงเทพฯมักขอนอนตื่นสาย 
ขอพักผ่อนให้สะใจหลังจากที่อ่อนล้ามากับวันทำงาน 

ดังนั้นบรรยากาศช่วงก่อนสายของวันนี้จึงเป็นบรรยากาศสบายๆ ถนนโล่ง รถวิ่งฉิวทีเดียว
จนนึกอยากให้กรุงเทพฯเป็นแบบนี้ทุกๆวัน 

ผู้เขียนลงจากรถเมล์ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนามหลวงมีงานอะไรกัน? 

นักปั่นจักรยานมารวมตัวกันที่นี่เต็มท้องสนามหลวงเลยทีเดียว เห็นภาพนักปั่นทั้งหลายประดับธงชาติไทย และเสียงจากโฆษกของงานดังแว่วข้ามฝั่งมาจาก ก็เข้าใจเองว่าน่าจะเป็นงานเฉลิมพระเกียรติแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ซึ่งผู้เขียนไม่ได้หยุดเสียเวลาสังเกตการณ์แต่อย่างใด และเดินข้ามถนนลัดเลาะเลียบริมกำแพงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เพื่อไปลงเรือที่ท่าน้ำท่าพระจันทร์ข้ามฟากไปวังหลัง

อากาศกำลังดี ไม่ร้อนแต่ออกจะเย็นสบายสายลมพัดเรื่อยริน
เหมือนอยู่ในช่วงเริ่มต้นฤดูหนาวเลยทีเดียว 

แต่วันนี้รู้สึกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาน้ำเอ่อเต็มตลิ่ง และแปลกตากว่าที่ผู้เขียนเคยเห็น คือ การจราจรทางน้ำค่อนข้างหนาแน่นทั้งเรือพาณิชย์ เรือบรรทุกสินค้า เรือท่องเที่ยวและเรือตรวจการของทหารเรือ

ผู้เขียนไปโรงพยาบาลศิริราชทำไม ในเช้าวันหยุดที่น่าจะพักผ่อนให้สบาย  
ไม่ป่วยไม่ไข้ แต่เป็นภารกิจที่ทำเป็นปกติในวันหยุดมาหลายสัปดาห์ เป็นภารกิจที่ทำโดยไม่ต้องรอเฉลิมฉลอง ซึ่งเรามักพูดกันติดปากกันในกลุ่มเสมอว่า..รักพ่อไม่ต้องรอ..เพราะเราเป็นกลุ่มรักพ่อออกนอกหน้า เพราะเราเป็นกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ

จากเริ่มต้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมกันเฉพาะเพื่อนในกลุ่ม นัดเจอกันที่ลานพระรูปพระราชบิดา รพ.ศิริราช
 สวดมนต์ ถวายพระพร กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตน
แด่องค์สมเด็จพระบาทพระเจ้าอยู่หัวฯ ทุกๆวันอาทิตย์ 
ประมาณ ๓ สัปดาห์ผ่านไป เราเริ่มมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
เริ่มมีผู้คนเดินเข้ามาสอบถามแนวทางและกิจกรรมของเรา บางคนทราบข่าวจากเพจรักพ่อภาคปฏิบัติ บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด บางคนเข้าร่วมกิจกรรมกับเราเป็นครั้ง๒ที่๓แล้ว

เป็นภาพงดงาม ประทับใจและตราตรึงอยู่ในหัวใจของเราทุกคน  เป็นความสำเร็จที่ทำให้คนทำงานทุกคนมีกำลังใจที่จะทำงานด้วยความจงรักภักดี และปกป้องพ่อของแผ่นดินอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
(ขอบคุณภาพจากคุณพนิจ อัศวนุชิต เด็กน้อยกำลังทอดสายตาสู่ชั้น 16 ตึกเฉลิมพระเกียรติ)


ผู้เขียนขอเป็นอีกกำลังใจให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการทำงาน ขอให้ทุกคนหนักแน่น มั่นคงในจุดหมายปลายทาง ไม่หวั่นไหวต่อแรงซัดของพายุลมฝน.