แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิพล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิพล แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่




เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ 

แต่ต้องมีความเพียร
แล้วต้องอดทน 
ต้องไม่ใจร้อน
ต้องไม่พูดมาก
ต้องไม่ทะเลาะกัน

ทฤษฎีใหม่นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็มาจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติของคนอื่นด้วยมาตั้งแต่ต้น ทฤษฎีใหม่นี้ ความจริงทางราชการได้ปฏิบัติมาหลายปีแล้วก่อนที่เกิดเป็นทฤษฎีใหม่ในพระราชดำริ คือการพัฒนาทางการเกษตรโดยเฉพาะปลูกหลายอย่างในที่เดียวกันหรือผลัดปลูกหมุนเวียน

เมื่อเป็นทฤษฎีใหม่แล้ว ก็มาเข้าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง คนที่ทำนี้ต้องไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ฟุ้งเฟ้อ ได้เขียนไว้ในทฤษฎีนั้นว่าลำบากเพราะผู้ที่ปฏิบัติต้องมีความเพียรและต้องอดทน ไม่ใช่ว่าทำง่ายๆ
 ไม่ใช่บอกว่าเป็นทฤษฎีของในหลวงแล้วจะทำได้สะดวก  และไม่ใช่ว่าทำได้ทุกแห่ง ต้องเลือกที่ ถ้าค่อยๆทำไป ก็จะสามารถขยายความคิดของทฤษฎีใหม่นี้ไปได้โดยดัดแปลงทฤษฎีนี้ แล้วแต่สภาพของภูมิประเทศหรืออาจจะช่วยสภาพภูมิประเทศโดยเฉพาะหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม

พระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคล
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
วันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑
(จากหนังสือ คำพ่อสอน)

ขอบคุณภาพจาก อินเตอร์เนต


วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วันพ่อ..โครงการฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริฯบ้านน้ำดำ ปัตตานี

ศาลาทรงงาน


เมื่อปีที่แล้ว ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ผู้เขียนมีโอกาสได้เฝ้ารอรับเสด็จพ่อหลวง ณ โรงพยาบาลศิริราชโดยไปจับจองพื้นที่เฝ้ารอตั้งแต่เย็นของวันที่ ๔ ด้วยจิตมั่นหมาย 

ปีนี้อยู่ห่างไกลและติดภารกิจที่ยังยุ่งอิรุงตุงนัง มิอาจแยกตัวเองออกห่างไปได้ จึงเฝ้ารอ เฝ้าดูติดตามข่าวสารปวงประชาของพระองค์ท่านที่หลั่งใหลกันเข้าจับจองพื้นที่ทั้งบริเวณโรงพยาบาลศิริราชและหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมจนกระทั่งเต็มพื้นที่..ล้นพื้นที่ออกไปสุดลูกหูลูกตา กลายเป็นพื้นที่สีเหลืองอร่ามตา บานสะพรั่งทั้งแผ่นดิน สะท้อนให้เห็นถึงแผ่นดินของพระมหากษัตริย์อย่างไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆอีก และเชื่อว่าพี่น้องคนไทย..มีความสุขที่สุด  
รู้สึกปลื้มปิติและน้ำตาเอ่อขอบตาอย่างไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับผู้เขียน

ขอบคุณภาพ จาก อินเตอร์เนต

ส่วนภายในโครงการฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บ้านน้ำดำ ปัตตานี หน่วยเล็กๆ ในพื้นที่เสี่ยง มีกิจกรรมช่วงเช้าตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้งร่วมกับชุมชนชาวไทยพุทธในพื้นที่ และแยกย้ายกันทำงาน ต่อมาตอนเย็น..กำหนดการจุดเทียนถวายพระพร จะเร็วกว่าส่วนกลางเพราะเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่อันตราย พื้นที่เกิดเหตุการก่อความไม่สงบ 

ดังนั้นพี่น้องชาวฟาร์มตัวอย่างและประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยต่างๆที่มาประจำการจึงมาพร้อมเพรียงกันช่วงเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น.และพิธีเริ่ม ๑๗.๓๐ น.
ระหว่างรอ


จัดแถว


       แม้ว่าเราเป็นส่วนเล็กๆ ของพสกนิกรไทยของพ่อหลวงแต่เราก็รักพ่อเสียงดังไม่แพ้ใคร..

พร้อมไหม?
พิธีกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่นาที

พ.อ.พิเศษ ณรงค์กร พุทธสงกรานต์ ประธานในพิธี กล่าวคำถวายพระพร

และเสียงเพลงสดุดีมหาราชาดังกึกก้องทั่วทั้งบริเวณและก้องกังวานอยู่ในหัวใจทุกดวงของลูกๆทุกคน...


เริ่มจุดเทียนชัยถวายพระพร



เสียงถวายพระพร..
ทรงพระเจริญ
ทรงพระเจริญ
ทรงพระเจริญ

ประสานก้องกังวาน

ส่วนกลาง ส่วนเหนือ อีสานหรือส่วนใต้ ชายขอบ ชายแดน คนไทยก็รักในหลวง

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน 
ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ขอเดชะ



















วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทุ่งมะขามหย่อง..จากโบราณกาลถึงปัจจุบันกาล


ณ เวลานี้ ถ้ามีใครเอ่ยถึง "  ทุ่งมะขามหย่อง"   คงไม่มีใครไม่รู้จัก ด้วยว่า

วันที่ 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 16.45 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงจากที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการส่วนพระองค์ ท่ามกลางเหล่าพสกนิกรเฝ้ารอรรับเสด็จและร่วมร้องถวายพระพรอย่างกึก้องตลอดเส้นทาง ผู้เขียนไม่มีโอกาสเดินทางไปเฝ้ารอรับเสด็จเพราะมีภารกิจ แต่เฝ้าติดตามข่าวสารเป็นระยะด้วยความปลื้มปิติผ่านอินเตอร์เนตเป็นระยะ และประชากรคนไทยทั่วทั้งประเทศคงได้ติดตามข่าวสารหน้าจอโทรทัศน์ด้วยความปลื้มปิติเช่นเดียวกัน

"ทุ่งมะขามหย่อง"   พื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ผูกพันกับชาวไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นสมรภูมิรบสำคัญในสมัยอยุธยา ที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ ถึงการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ของวีรสตรีไทย " สมเด็จพระศรีสุริโยทัย"   ที่ทรงสละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในการรบกับพม่าเมื่อปี พ.ศ.2091 ตั้งอยู่ในตำบลภูเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กินพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ มีพระราชานุสาวรีย์ช้างทรงของสมเด็จพระสุริโยทัย และนักรบจาตุรงคบาท ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ ซึ่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้มีโครงการถูกจัดสร้างขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติให้กับสมเด็จพระศรีสุริโยทัย และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวาระมหามงคลพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ.2535 ด้วย สถานที่แห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า  " พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย"   โดยอนุสถานแห่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยในวันที่ 21 มิถุนายน 2531 คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดสร้าง โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จนกระทั่งสมัย พลเอก อิสระพงศ์ หนุนภักดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการ (ชื่อในขณะนั้น) ได้ดำเนินการออกแบบวางผังก่อสร้างเพื่อเสนอต่อ นาย อานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีเพื่อขอรับความเห็นชอบ และได้ลงนามเห็นชอบ และแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย เมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม 2534 ส่วนองค์พระราชานุสาวรีย์และประติมากรรมภายในพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยนั้น ออกแบบและปั้นรูปโดย คุณไข่มุกด์ ชูโต



ทุ่งมะขามหย่อง  อีกด้านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ความสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คือเชื่อกันว่าพื้นที่ด้านตะวันตกของอยุธยานี้ ในสมัยก่อนเป็นพื้นที่ที่ข้าศึกเมื่อยกทัพมามักจะมีการตั้งค่ายในบริเวณที่ราบบริเวณนี้ จนฤดูน้ำหลากจึงจะล่าถอยออกไป รวมทั้งการทำยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วย ทำให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการขยายพื้นที่ส่วนพระราชานุสาวรีย์ออกไป และได้จัดสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชในบริเวณนี้เช่นกัน

ทุ่งมะขามหย่อง  เป็นพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพื้นที่แก้มลิง แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และในฤดูแล้งจะนำน้ำที่กักเก็บไว้ให้เกษตรกรได้ใช้ในการเพาะปลูก เพื่อพสกนิกรชาว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสถานที่สำคัญทั้ง 2 แห่ง ยังบ่งบอกทางประวัติศาสตร์ของ “ทุ่งมะขามหย่อง” และ “ทุ่งภูเขาทอง” ที่ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย และ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยสู้รบกับพม่า นอกจากนี้ผืนแผ่นดินทั้ง 2 แห่ง จึงได้ตั้งชื่อผืนแผ่นดินทั้ง 2 แห่งนี้ว่า “ผืนแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณ”

พสกนิกรเฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  และส่งเสียงถวายพระพรอย่างกึกก้อง เมื่อ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สำหรับทุ่งมะขามหย่อง มีเนื้อที่ทั้งหมด 250 ไร่ ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ (แก้มลิง) จำนวน 180 ไร่ มีความจุน้ำได้ถึง 2,100,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดในอนาคต และยังสามารถนำเอาน้ำที่กักเก็บไว้ ไปใช้เพื่อเกษตรกรรมได้ในฤดูแล้งที่ต้อง การใช้น้ำทุ่งมะขามหย่องยังเป็นสวนสาธารณะที่ประชาชน สามารถมาเที่ยวชมความสวยงามและ เป็นที่พักผ่อนได้ คุณประโยชน์มีมหาศาล

ผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ ตั้งอยู่และแผ่ความเจริญรุ่งเรืองมาจวบจนทุกวันนี้ก็ด้วยพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพแห่งพระมหากษัติรย์โดยแท้ทีเดียว


ขอบคุณข้อมูล จากวิกิพีเดีย  http://th.wikipedia.org/wiki/พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย
และ ครอบครัวข่าว
http://www.krobkruakao.com/ข่าว/56752/ประวัติพระราชานุสาวรีย์สุริโยทัย-ทุ่งมะขามหย่อง.html
http://hilight.kapook.com/view/71156

ขอบคุณภาพจาก 
http://news.sanook.com/gallery/gallery/1119744/282129/ และวิกิพีเดีย



วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แผนที่กระเทาะเปลือกกิเลส



อยู่ในระหว่างการ จับตา จับจิต พิจารณา 
ทบทวนตัวเอง

น้องสาวทราบว่า ผู้เขียน พาตัวเองเข้าวัดบ่อยๆ ก็ส่งเสียงเตือนสติมาว่า ดีแล้ว และขอให้ทำได้จริงๆ สงบทั้งนอกและในให้จงได้ ยังเป็นเสียงที่เก็บมาพิจารณาอยู่ตลอดเวลา 

หลายวันก่อนมีน้องร่วมอุดมการณ์คนหนึ่งขึ้นสถานะของเขาบน Facebook ว่า..
จะท่องศีลน่ะ พนมมือก็พอ ไม่ต้องถือสากด้วย .... มันหนัก!!   (Komrak คมเลิฟ) 
ช่างโดนใจผู้เขียนจริงๆ การกล่าวขึ้นมาลอยๆเช่นนี้ หากใครรู้สึกเหมือนมดกัด โดนหยิกให้เจ็บแปล๊บๆ ก็อาจรู้สึกได้หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้ผู้เขียนเองยังต้องมองตัวเองทันทีเช่นเดียวกัน 

ผู้เขียนไม่ใช่คนดีแต่อยากจะเป็นคนดีและพยายามจะเป็นคนดี บ่อยครั้งให้สติสอนใจผู้อื่นซึ่งในขณะเดียวกันก็กำลังสอนตัวเองด้วยเช่นกัน 

บางวันถือศีล แต่ก็เดินทางไปนรกโดยฉับพลันทันทีเพราะตามจิตตัวเองไม่ทัน เมื่ออะไรผ่านมากระทบด้วยความแรงปานใด ผู้เขียนเองก็ซัดกลับด้วยความแรงระดับเดียวกัน และก็มานั่งเสียใจว่า..หลุดอีกแล้วนะเรา

หลายๆครั้ง เจอสถานะของเพื่อน พี่หรือน้อง กร่นด่า ผู้คนมากมายและประกาศว่าตนเองเป็นผู้เจริญแล้ว ผู้เขียนออกอาการมึนงงเล็กน้อย ผู้เจริญแล้ว เป็นเช่นนี้หรอกหรือ!!งั้นเราเลิกด่าใครๆดีกว่า

และใช่ว่าผู้เขียนไม่เคยทำผิดเช่นนั้น ทบทวนอดีต ทำผิดมามากมายนับครั้งหรือความถี่ไม่ครบทีเดียว และเมื่อถึงวันนี้..ผู้เขียนกำลังพยายาม ทำสิ่งผิด ให้เป็นสิ่งถูกต้องและดีงามซึ่งนั่นหมายถึงต้องอดทนต่อสู้กับกิเลสที่ครอบงำเราอยู่ ต้องพยายามตามจิตตัวเองให้ทันและฉุดใจก่อนจะพรวดพราดออกไปกระทำผิดซ้ำๆอีก 


 และแอบคิด แอบหวังว่าหลายๆคนคงกำลัง..เป็นผู้มีธรรม กำลังพยายามหยุดล่วงเกินผู้อื่นทั้งทางใจและวาจา ทั้งต่อหน้าหรือลับหลังกันและกันด้วยเช่นกัน

ถามว่าจะดึง..เราให้พ้นจากนรก(ในใจ)ได้อย่างไร..หากเราปล่อยจิตไปตามยถากรรมคงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด เพราะอารมณ์มักพาเราลงสู่ที่ต่ำ กิเลสคอยชักจูงเราไปในทางชั่วร้ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

กิเลสในตัวผู้เขียนเยอะมาก กว่าจะกระเทาะเปลือกกิเลสหยาบๆ ออกไปเป็นครั้งเป็นคราวก็ใช้เวลานานแสนนาน การเดินทางไปวัดเพื่อกระเทาะเปลือกกิเลส..ใช้เวลานานเป็นปีๆ ทั้งๆที่เดินไม่ถึง 10 เมตรก็ถึงประตูวัดแล้ว

กว่าจะสลัดเปลือกกิเลสและเดินเข้าวัดได้ช่างยากเย็น 
ปัจจุบัน วัดอยู่ไกลเป็นสิบๆกิโลเมตร แต่ผู้เขียนสามารถเข้าถึงวัดได้แล้ว  สัมผัสบรรยากาศอันสงบ ทั้งนอกและในใจ ถึงแม้ไม่สุขตลอดเวลา แม้ตามใจตัวเองไม่ทันทุกนาที แต่ยังดีใจว่ายังมีช่วงเวลาเบิกบานใจกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า..

พระพุทธเจ้ามีเส้นทางเดินสู่ความสุข เพียงแต่เราเดินทางตามแผนที่ธรรมเท่านั้นพอ





วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม


ขอบคุณภาพ จากข่าว Manager Online 16 Apr,2012
ประเทศไทย..โชคดีที่มีแผ่นดินและการปกครองที่เป็นเอกราชตลอดมาตั้งแต่บรรพกาล
เพราะประเทศไทยโชคดี..ที่มีในหลวง พ่อหลวง ในหลวง หรือพระเจ้าแผ่นดิน

และในขณะที่พักผ่อนอย่างสุขๆ หลับๆตื่นๆ ในช่วงเทศกาลหยุดยาวเนื่องในวันสงกรานต์ วันครอบครัว หลังจากออกไปล่องเรือ เดินเล่น ตากแดดตากลมที่เกาะเกร็ด..กลับเข้าบ้าน ไข้ขึ้นหนาวสั่นหลับสบายท่ามกลางอากาศร้อนระอุ ตื่นมาเจอภาวะ 2 อารมณ์ คือตื่นตระหนกตกใจกับข่าวแผ่นดินไหวที่ภูเก็ต เกรงว่าจะเกิดสึนามิและความสูญเสียอีกครั้ง แต่ทุกอย่างก็เงียบสงบลงเมื่อธรรมชาติสงสารมนุษย์

และข่าวที่ทำให้รู้สึกยินดีปรีดา ภาคภูมิใจ ที่ได้เกิดเป็นคนไทย และได้อาศัยอยู่ภายใต้ร่มพระบารมีขององค์พระภูมิพล.....เมื่อผู้เขียนได้รับข่าวสารจากสื่อออนไลน์..ซึ่งเชื่อว่าคนไทยย่อมรู้สึกเฉกเช่นเดียวกัน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr.Stephen Nortcliff) พร้อมคณะผู้บริหาร IUSS และผู้ที่เกี่ยวข้อง เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) สดุดีพระเกียรติคุณ

ตามเนื้อข่าวจาก Manager Online ความว่า

วันนี้ (16 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.20 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออก ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr.Stephen Nortcliff) กรรมการบริหารและอดีตเลขาธิการสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences-IUSS) พร้อมคณะผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) สดุดีพระเกียรติคุณ
       
       สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2467 เป็นสมาชิกสหภาพวิทยาศาสตร์หน่วยหนึ่งในสภาสหภาพวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติได้รับการยอมรับว่า เป็นองค์กรที่ช่วยประสานงานสำหรับองค์กรระหว่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์ จุดประสงค์ของการก่อตั้ง เพื่อส่งเสริมการวิจัยและประยุกต์ใช้ในศาสตร์ด้านปฐพีวิทยาทุกแขนง ส่งเสริมให้มีการติดต่อประสานงานระหว่างนักวิทยาศาสตร์ในศาสตร์นี้ เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ ปัจจุบัน สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ มีสมาชิกที่สังกัดอยู่ในสมาคมของประเทศและภูมิภาคต่างๆ กว่า 86 สมาคม มีประเทศที่เป็นสมาชิก 57 ประเทศ และทุก 4 ปี จะมีการจัดการประชุมสภาโลกแห่งปฐพีวิทยา (World Congress of Soil Science) หมุนเวียนกันไปตามประเทศต่างๆ

ขอขอบคุณข่าวจาก
 http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9550000047473

ด้วยพระอัจฉริยะแห่งองค์พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงงานด้วยความเพียรอุตสาหะตลอดการครองราชย์  ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกตลอดมา แล้วไฉนเลยคนไทยผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากพระองค์ท่านจะไม่มีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ มีพระมายุมั่นขวัญยืน เป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทยสืบไป





       

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

สวดมนต์ข้ามปี"เริ่มต้นดี ชีวิตดี"


เวลาผ่านไปอีกปีแล้ว เราก้าวผ่านเวลาไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้เขียน พยายามจะนึกย้อนเวลากลับไป..ซึ่งเป็นช่วงเวลาของความผิดหวัง สูญเสีย
เศร้าและเสียใจกับหลายสิ่ง หลายอย่างในชีวิต
และพยายามสร้างสิ่งใหม่มาชดเชย หรือทดแทน แต่สุดท้ายก็ล้มคะมำ พังทะลายในเวลาถัดมา

แม้ภาพความทรงจำในบางตอน..เลือนหาย แต่ภาพบางตอนแจ่มชัดจนนึกอยากร่ำให้กับภาพเหล่านั้น
และนั่นคือภาพแห่งความทรงจำในปีที่ผ่านมา

เริ่มต้นใหม่ กับปี ศักราชใหม่ แม้ยังไม่เห็นภาพอนาคตได้อย่างชัดเจน
แต่พยายามคิดบวก เริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นดี ชีวิตดี ดังเช่น คำขวัญของโครงการสวดมนต์ข้ามปี
ที่สนามหลวง เพื่อชีวิตดี
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่..องค์ภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย


ภาพวาด ชื่อ บ่อเกิดแห่งความสุข


ผู้เขียนตั้งใจว่าจะทำดังนั้น แอบชวนเพื่อน พี่น้อง 2-3 คน และสุดท้ายเหลือเรา 2 คน พี่นก อมรทิพย์ อมรรัตนานนท์ การคิดทำความดี ดูเหมือนมีมารคอยผจญอย่างใครๆว่าไว้จริงๆ ช่วงเวลากลางวันของวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ผู้เขียนรู้สึกร่างกายกำลังย่ำแย่ มีอาการปวดหัว ตัวร้อนเหมือนไข้ขึ้น นั่งไม่ไหวเลยทีเดียว อีกประมาณชั่วโมง ก็ได้เวลาออกจากบ้าน ผู้เขียนรู้สึกกังวลจะทำอย่างไรดี..นัดพี่นกไว้แล้วด้วย และเรากำลังจะไปทำความดี ทำไมเราต้องเป็นแบบนี้ จะไหวไหมนะ..??ผู้เขียนล้มตัวลงนอนขอหลับตาสักครึ่งชั่วโมง และหลังจากนั้นฮึดสู้กับตัวเอง

ในที่สุดเราก็เจอกันที่สนามหลวง เดินฝ่าผู้คนจำนวนมากมาย โดยที่ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดมากมาย กับบรรยากาศท่ามกลางฝูงชน อาการปวดหัวยังไม่ดีขึ้น แต่ก็อดทน หลังจากไปลงทะเบียนรับหนังสือสวดมนต์แล้ว เมื่อแสงแดดเริ่มอ่อนแรง เราเริ่มเข้าไปจับจองที่นั่งในที่ๆ แดดร่มลมเย็นตั้งแต่สี่โมงเย็น ตอนนั้นผู้คนด้านในสนามหลวงยังบางตา


ความอดทนในบางสิ่งบางอย่าง..ย่อมสุดยอดเสมอ ถ้าเราตั้งใจ เราไม่รู้สึกว่าต้องอดทน เราไม่รู้สึกว่ากำลังปวดหัวหรือเบื่อหน่ายกับการรอคอยเวลาที่แสนยาวนาน



เวลาพิธีการจริงๆ เริ่มประมาณหนึ่งทุ่ม ฟังธรรมะบรรยาย สวดมนต์ช่วงที่หนึ่งผ่านไปท่ามกลางสายลมอ่อนๆ ไม่น่าเชื่อกับสายตาตัวเอง ผู้คนมาร่วมทำความดีกันมากมายจริงๆ ทั้งวัยรุ่น วัยทำงานและผู้สูงอายุ ทะยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ ไม่มีขาดสาย พี่ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว และ คุณมาลีวัลย์ เจมิน่า ยึดช่วงธรรมะบันเทิงด้วยเสียงเพลงธรรมะ

และการสวดมนต์ข้ามปีช่วงที่2เริ่มต้น..ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศบริเวณนั้นชั่วขณะ เสียงสวดมนต์จากวัดใกล้เคียงลอยแว่วๆมา พระสงฆ์บนเวทีเริ่มนำสวดมนต์ เสียงสวดมนต์เริ่มกึกก้อง แต่เสียงในจิตของเราเริ่มนิ่ง สงบ ไม่ได้ยินสรรพเสียงใดๆ นอกจากเสียงของตัวเอง
คือสมาธิ ความสงบ ความสุข...และจิตโล่งโปร่งสบาย..ที่สัมผัสได้จริงๆ

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ครั้งหนึ่ง..ของชีวิต


ก่อนที่ผู้เขียนมายืนอยู่ในบริเวณลานพระราชบิดา ในโรงพยาบาลศิริราช ผู้เขียนได้ทบทวนถึงกิจกรรมทำเพื่อพ่อที่เคยทำและจะทำต่อไป คุยกับเพื่อนบางคนว่า..บางอารมณ์ไม่อยากไปร่วมกับเพื่อนๆ อยากอยู่เงียบๆ เอ่ยคำจงรักภักดี ถวายพระพรอยู่ในใจหรือผ่านสังคมออนไลน์เช่นทุกๆปี


ครั้นเมื่อไปยืนอยู่หน้าตึกเฉลิมพระเกียรติ ลานพระราชบิดา พนมมือแหงนหน้าขึ้นไปยังยอดตึกระลึกอยู่ในใจ ถวายพระพร ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มภัยแด่องค์ภูมินทร์ ทำให้รู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องดีแล้วและจะไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญของชีวิตแน่นอน

ท้องฟ้าเริ่มสลัว ผู้คน ประชาชนของพระเจ้าแผ่นดิเริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่บริเวณลานราชพระบิดา

สายลมพัดเอาความเย็นมาสัมผัสกาย สัมผัสใจเป็นระลอก

คุยกับประชาชนของพระองค์ซึ่งบ้างก็ว่าเพิ่งมาปีแรก บ้างก็ว่ามาทุกปีจนกระทั่งรู้จักและสนิทกับนายทหารองครักษ์ของพระองค์ บ้างก็มาจากต่างจังหวัด เช่นครอบครัวที่ผู้เขียนนั่งคุยด้วย มาจากจังหวัดอ่างทอง ๓ คนพ่อแม่ลูก มาเป็นปีที่ ๒ แล้ว เล่าว่าปีที่แล้วได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์เพียงเล็กน้อยตอนพระองค์ประทับรถและเคลื่อนออกจากรพ.ศิริราช และคราวนี้แม้จะเพิ่งผ่านวิกฤติน้ำท่วมบ้านเขาก็ยังมาอีกเพื่อให้ได้ร่วมถวายพระพรได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์อย่างใกล้ชิด ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและมีความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวง ผู้เขียนพูดคุยด้วยก็รู้สึกตื้นตันใจเกินจะบรรยาย

สามคนพ่อแม่ลูก มาจากจังหวัดอ่างทอง
เขาทั้งสามคนพ่อแม่ลูก..เฝ้าคอยมองขึ้นไปยังยอดตึกเฉลิมพระเกียรติและพูดคุยกันตลอดเวลา จนกระทั่งเสียงที่ผู้เขียนได้ยิน..ลูกชายพูดว่าห้องปิดไฟแล้ว ท่านคงนอนแล้ว ผู้เขียนจึงแหงนมองตามขึ้นไปไฟบนยอดตึกดับลงแล้วจริงๆ เขาจึงเริ่มเตรียมที่นอนบนเสื่อผืนเล็กๆและผ้าห่มผืนบางๆให้ลูกชาย



ช่วงเวลาใกล้ค่ำ ประชาชนผู้มาพักค้างที่ลานพระราชบิดา ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์และแม่ชี ได้ร่วมกันสวดมนต์และถวายพระพรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้เขียนและเพื่อนๆก็เข้าร่วมกิจกรรมกับเขาด้วย ด้วยความรู้สึก..ครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ เป็นบุญเหลือเกินที่มีโอกาสได้ตอบแทนในพระมหากรุณาธิคุณแด่องค์พ่อแห่งแผ่นดินแม้ไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งที่พ่อหลวงได้ทรงทำให้กับคนทั้งแผ่นดิน




ยิ่งดึก ลมพัดแรงอากาศยิ่งหนาว ประชาชนที่มาเฝ้ารอบ้างก็ได้หลับนอนพักผ่อนโดยไร้ความกังวลอื่นใด ซึ่งผู้เขียนได้ยินเขาว่าได้มานอนอยู่ใกล้ๆแบบนี้ก็อุ่นใจสบายใจที่สุดแล้ว บ้างก็คอยเดินตระเวณหาที่หาทางเพื่อได้เข้าไปรอรับเสด็จพระองค์อย่างใกล้ชิดที่สุด เพื่อได้เห็นพระองค์ในระยะใกล้ๆ บ้างก็นั่งพูดนั่งคุยกันในเรื่องเกี่ยวกับพระองค์โดยไม่รู้เบื่อหน่าย








ยามดึกสงัด สายลมยังไม่ลาแรง ด้วยความเหนื่อยอ่อน บ้างก็หลับใหลเอาแรงโดยมีพระองค์ภูมิพลเป็นพ่อผู้คุ้มภัย



ภาพนี้ผู้เขียนเก็บภาพมาด้วยสัมผัสถึงความตั้งใจ ด้วยความจงรักภักดี ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ของประชาชนข้ารองบาทของพระเจ้าแผ่นดินและผู้เขียนมั่นใจว่าเป็นภาพที่สะท้อนถึงความรักออกมาอย่างชัดเจนทีเดียวสำหรับผู้ที่ได้เจอ






บรรยากาศยามเช้าตรู่ อากาศหนาวเพราะแรงลม ผู้คนเริ่มทะยอยกันเข้ามาจับจองพื้นที่ยังมีเหลือหน้าบริเวณตึกแพทยศาสตร์ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าออกของขบวนเสด็จจนเต็มพื้นที่ เสียงเพลงสดุดีพ่อหลวงกระหึ่มขึ้นมาเป็นครั้งคราวสลับกับเสียง..ทรงพระเจริญ

บรรยากาศยามเช้าตรู่ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

เวลา ๙.๔๕ น.ทหารองครักษ์ตั้งแถวประจำตำแหน่งเพื่อรักษาความปลอดภัย ประชาชนที่เฝ้ารอต่างชะเง้อรอเพราะเกรงว่าจะพลาดช่วงเวลาสำคัญ ผู้เขียนเองละมือจากกล้องขอไม่ถ่ายภาพในช่วงเวลาที่พระองค์เคลื่อนขบวนออกมา เพราะเกรงว่าพลาดโอกาสได้แลเห็นพระพักตร์ของพระองค์ได้อย่างชัดเจน
เมื่อราชพาหนะของพระองค์ได้เคลื่อนมาใกล้ถึงต่างคนต่างลุกชันเข่าเพื่อได้เห็นพระองค์และกล่าวคำถวายพระพรแด่พระองค์ดังว่าจะให้พระองค์ได้ยินและแลเห็นด้วยเช่นกัน แม้เพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ ไม่กี่วินาทีที่ได้แลเห็นผ่านกระจกรถ น้ำตาของความตื้นตันและปลาบปลื้มหล่อรื้นดวงตาเกินจะกลั้นไว้ได้ 

ครั้งแรกและครั้งหนึ่งของชีวิต ครั้งสำคัญที่ผู้เขียนขอจดจำทั้งน้ำตา น้ำตาด้วยความปลาบปลื้มน้ำตาแห่งความสุขที่มีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีของในหลวงของเรา และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์



ทั้งชาตินี้ ชาติหน้าหรือชาติไหนข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมถวายความจงรักภักดีเป็นลูกของพ่อหลวงองค์ภูมิพลสืบไป ขอพระองค์ทรงพระเจริญมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ



วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พระราชดำรัส พระบรมราโชวาทเกี่ยวกับครู


  พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่คณะครู

 “ ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ์ และห่วงรายได้กันมากเข้า ๆ แล้ว จะเอาจิตเอาใจที่ไหน มาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญของเด็ก
ความห่วงในสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อย ๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะไม่มีอะไรเหลือไว้ พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพบูชาอีกต่อไป ”

             พระราชดำรัสแก่ครูอาวุโส ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ วันเสาร์ ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๒๑


            “......ครูที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ทำแต่ความดี คือ ต้องหมั่นขยันและอุตสาหะพากเพียร ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ต้องหนักแน่นอดทน และอดกลั้น สำรวม ระวังความประพฤติปฏิบัติของตน ให้อยู่ในระเบียบ แบบแผนที่ดีงาม รวมทั้งต้องซื่อสัตย์ รักษาความจริงใจ วางใจเป็นกลาง ไม่ปล่อยไปตามอำนาจอคติ…...”

             พระราชดำรัส พระราชทานแก่ครูอาวุโส ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๓


                 “.....ครูจะต้องตั้งใจในความดีอยู่ตลอดเวลา แม้จะเหน็ดเหนื่อย เท่าไรก็จะต้องอดทน
เพื่อพิสูจน์ว่าครูนี้เป็นที่เคารพสักการะได้ แต่ถ้าครูไม่ตั้งตัวในศีลธรรม ถ้าครูไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่
 เด็กจะเคารพได้อย่างไร……”   
          
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะครู โรงเรียนราษฎร์ทั่วราชอาณาจักร ณ ศาลาผกาภิรมย์ ๘ พฤษภาคม ๒๕๑๓

               “...ครูนั้นจะต้องให้ความรู้แก่เด็ก ๆ ด้วยความเมตตา ด้วยความหวังดี คือ ด้วยความเมตตาต่อผู้ที่เป็นลูกศิษย์ และด้วยความหวังดีต่อส่วนรวม เพราะถ้าส่วนรวมประกอบด้วยบุคคล ที่มีความรู้ดี ส่วนรวมก็ไปรอด....”

               พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะ อาจารย์และนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓




                 “…… ผู้ที่เป็น ครู จะต้องนึกถึงความรับผิดชอบ เพราะว่าถ้าเป็นครูแล้ว ลูกศิษย์จะต้องนับถือได้ ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับที่เป็นครู ไม่ใช่วางตัวอย่างหนึ่งแล้วมาสอนอีกอย่างหนึ่ง ….”

                 พระราชดำรัส พระราชทานเนื่องในวันการศึกษาสัมพันธ์ ณ วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๒


                   “... ผู้ที่เป็นครูอาจารย์นั้น ใช่ว่าจะมีแต่ความรู้ในทางวิชาการและในทางการสอนเท่านั้นก็หาไม่ จะต้องรู้จักอบรมเด็กทั้งในด้านศีลธรรม จรรยาและวัฒนธรรม รวมทั้งให้มีความสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ด้วย…. ”

                  พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วิทยาลัยวิชาการศึกษา 
๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๓       

           
                    “...มหาวิทยาลัย มุ่งสั่งสอนนักศึกษาให้เป็นคนเก่ง ซึ่งเป็นการดี แต่นอกจากจะสอนให้เก่งแล้ว จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะอบรมให้ดีพร้อมกันไปด้วย ประเทศเราจึงจะได้คนที่มีคุณภาพพร้อมคือ ทั้งเก่งและทั้งดีมาเป็นกำลัง ของบ้านเมือง…. ”   
             
                    พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะผู้บริหาร และสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ณ ศาลาดุสิดาลัย ๓ ตุลาคม ๒๕๓๓


                   “…… การศึกษาเป็นเครื่องอันสำคัญในการพัฒนา ความรู้ ความคิด
ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยมและคุณธรรมของบุคคล เพื่อให้เป็นพลเมืองดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ เมื่อบ้านเมืองประกอบไปด้วยพลเมืองที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ การพัฒนาประเทศชาติก็ย่อมทำให้ได้โดยสะดวกราบรื่น ได้ผลที่แน่นอนและรวดเร็ว … ”

                   พระราชดำรัส พระราชทานแก่ครูใหญ่ และนักเรียน ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๒๐

                     “...งานด้านการศึกษาเป็นงานสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ เพราะความเจริญและความเสื่อมของชาตินั้นขึ้น อยู่กับการศึกษาของพลเมืองเป็นข้อใหญ่ จึงต้องจัดการศึกษาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น....”

                พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๒

ขอบคุณข้อมูล

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนตและเว็บไซด์เจ้าพระยานิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พระราชดำรัสเกี่ยวกับความสุขในการดำเนินชีวิต






เนื่องในวโรกาส วันพ่อแห่งชาติ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
แผ่นดินนี้เราจองขอร่วมเผยแพร่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพแด่องค์ภูมิพล อดุลยเดช


********************************


.จิตใจและความประพฤติที่สะอาดและมีระเบียบ เป็นรากฐานสำคัญของชีวิต ทั้งจิตใจทั้งความประพฤติดังนั้นใช่จะเกิดมีขึ้นเองได้ หากแต่จำต้องฝึกหัดอบรมและสนับสนุนส่งเสริมกันอย่างจริงจังสม่ำเสมอ นับตั้งแต่บุคคลเกิด ดังที่มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใดได้เฝ้าพยายามกระทำสืบต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรักษาตัวและมีความสุขความสำเร็จในการครองชีวิต ทั้งให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยความผาสุกสงบ ดังนั้น ถึงแม้เราจะอยู่ใน ท่ามกลางความเจริญรุดหน้าแห่งยุคปัจจุบันอย่างไร เราก็ทอดทิ้งการศึกษา ทางด้านจิตใจและศีลธรรมจรรยาไปไม่ได้ ตรงข้าม เราควรเอาใจใส่สั่งสอนกันให้หนักแน่นทั่วถึงยิ่งขึ้น เพื่อให้มีความคิดความเข้าใจถูกต้องสอดคล้องกับสภาพการณ์แวดล้อมทั้งหลายที่วิวัฒนาไปไม่หยุดยั้ง. . .

พระราชดำรัส
พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในพิธีเปิดสัมมนา เรื่อง "การพัฒนาสังคมในด้านศีลธรรมและจิตใจ"
ซึ่งสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยจัดให้มีขึ้น
ณ โรงแรมนารายณ์ กรุงเทพมหานคร
วันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๖


.การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญยิ่งของมนุษย์ คนเราเมื่อเกิดมาก็ได้รับการสั่งสอนจากบิดามารดา อันเป็นความรู้เบื้องต้น เมื่อเจริญเติบโตขึ้นก็เป็นหน้าที่ของครูและอาจารย์สั่งสอนให้ได้รับวิชาความรู้สูง และอบรมจิตใจให้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม เพื่อจะได้เป็นพลเมืองดีของชาติสืบต่อไป. . .

พระบรมราโชวาท
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตและนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษา
วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๐๕


สังคมและบ้านเมืองใดให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนล้วนพอเหมาะกันทุกๆ ด้าน
สังคมและบ้านเมืองนั้นก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ 
ซึ่งสามารถธำรงรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติไว้ และพัฒนาให้ก้าวหน้า ต่อไปได้โดยตลอด 
ผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาทุกๆ คนจึงต้องถือว่า 
ตัวของท่านมีความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมืองอยู่อย่างเต็มที่ ในอันที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เที่ยงตรง 
ถูกต้อง สมบูรณ์โดยเต็มกำลัง จะประมาทหรือละเลยมิได้ 
เพราะถ้าปฏิบัติให้ผิดพลาดบกพร่องไปด้วยประการใดๆ ผลร้ายอาจเกิดขึ้นแก่ส่วนรวม
และประเทศชาติได้มากมาย ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้างเสริมรากฐานชีวิตอันแข็งแรงสมบูรณ์ให้แก่เยาวชน ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และความรู้ความฉลาด 
สำคัญที่สุด จะต้องฝึกฝนอบรมให้รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักตัดสินใจด้วยเหตุผล และรู้จักสร้างสรรค์ตามแนวทางที่สุจริตยุติธรรม. . .

พระบรมราโชวาท
พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนที่ได้รับพระราชทานรางวัลฯ
ณ ศาลาดุสิดาลัย
วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๔


ความเจริญนั้น ต้องพร้อมด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ประการหนึ่ง วิชาความรู้ประการหนึ่ง
และจิตใจสูงประการหนึ่งคือถ้าเราต้องการจะทนุบำรุง ส่งเสริมกำลังของเราให้เข้มแข็ง 
เมื่อเรามีเงิน ก็จะจัดซื้อหาเครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ นานาชนิดที่มีคุณภาพดี 
มาเพิ่มพูนให้มากยิ่งขึ้นเพียงใด ก็ย่อมจะทำได้ หรือถ้าเราต้องการจะส่งเสริม 
สมรรถภาพในทางความรู้ วิทยาการ ใดๆ ให้ทันเทียมกับอารยะประเทศ เราก็จัดส่งคนของเรา 
ให้ออกไปศึกษาค้นคว้า และหาอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบวิทยาการแผนใหม่ๆ 
ในต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ปรับปรุงส่งเสริมสมรรถภาพของเรา ให้เจริญเทียมทันเขาได้ 
ซึ่งความเจริญดั่งกล่าวมาแล้วนี้ เราสามารถจะซื้อหาด้วยเงินได้ แต่ความเจริญทางจิตใจนั้น 
เราจะซื้อด้วยเงิน เป็นจำนวนเท่าใดๆ ไม่ได้ ความเจริญทางจิตใจนี้ จึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนัก 
เพราะเป็นหน้าที่ของแต่ละคน ที่จะต้องทำตัวของตนเองให้ดี เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม. . .

พระบรมราโชวาท
ในวันพิธีสวนสนาม และพระราชทานธงชัยประจำกองโรงเรียนตำรวจภูธร ภาค ๔


ท่านทั้งหลายควรจักได้เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม ที่จะปฏิบัติงานประสานกับบุคคลอื่นฝ่ายอื่นอย่างขะมักเขม้นและฉลาดเหมาะสม. ในการนี้ ท่าน จะต้องทำความคิดและจิตใจให้เปิดกว้าง แต่หนักแน่น มีเหตุผล มีวิจารณญาณ. พร้อมกันนั้น ก็ต้องมีความจริงใจ เห็นใจ และเมตตาปรองดองกัน โดยถือประโยชน์ส่วนรวมร่วมกันเป็นวัตถุประสงค์เอก. ที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง จะต้องพยายามขจัดความดื้อรั้น ถือตัว ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนน้อยออกให้ได้ ไม่ปล่อยให้เข้ามาครอบงำทำลายความคิดจิตใจที่ดีงามของตน. แล้วท่านจะสามารถปฏิบัติการงานทุกอย่างได้ด้วยความราบรื่น เบิกบานใจ อย่างมี ประสิทธิภาพ และประสบผลสำเร็จตามที่ปรารภปรารถนาทุกสิ่งในที่สุด. . .

พระบรมราโชวาท
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๙

.ในชีวิตทุกวันๆ ก็ได้มีโอกาสเข้าโรงเรียน ก็หาความรู้ แล้วมีโอกาสที่จะได้เห็นชีวิตของตัวเองและของคนอื่น ขอให้ถือว่าเป็นอาหารทั้งนั้น เป็นอาหารสมอง และเมื่อได้รับอาหารแล้ว ให้ไปพิจารณา คือไปไตร่ตรอง ไปคิดให้ดี ถ้าทำเช่นนี้แล้ว ทุกคนจะสามารถที่จะสร้างตัวเองให้แข็งแรง เพื่อที่จะทำประโยชน์แก่ตนเอง สร้างบ้านเมือง สร้างท้องที่ของตัว สร้างตนเองให้เจริญตามที่ทุกคนต้องการ. . .

กระแสพระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะเยาวชนชายหญิงจากถิ่นทุรกันดาร
ในเขตปฏิบัติการของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ต่างๆ รวม ๒๔ จังหวัด พร้อมด้วยพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่
ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต
วันศุกร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๖

ขอบคุณข้อมูลและภาพจากเว็บไซด์ 

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พระราชดำรัสเกี่ยวกับน้ำ



เนื่องในวโรกาส วันพ่อแห่งชาติ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
ผู้เขียนแผ่นดินนี้เราจองขอร่วมเผยแพร่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพแด่องค์ภูมิพล อดุลยเดช



พระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ
พระเจ้าอยู่หัวฯเป็นน้ำฉันจะเป็นป่า 
ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ 
              พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ    ฉันจะสร้างป่า
**************************************************************

“... วันนี้ก็ขอพูดขออนุญาตที่จะพูด เพราะว่าอั้นมาหลายปีแล้ว เคยพูดมาหลาย ปีแล้ว ในวิธีที่จะปฏิบัติเพื่อที่จะให้มีทรัพยากรน้ำเพียงพอและเหมาะสม คำว่า “พอเพียง” ก็หมายความว่า ให้มีพอในการบริโภคในการใช้ ทั้งในด้านการบริโภคในบ้าน ทั้งในการใช้ เพื่อการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมต้องมีพอ ถ้าไม่มีทุกสิ่งทุกอย่างก็ชะงักลง แล้วทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เราภาคภูมิใจ ว่าประเทศเราก้าวหน้าเจริญก็ชะงัก ไม่มีทางที่จะมีความเจริญ ถ้าไม่มีน้ำ ...
...โครงการที่คิดจะทำนี้ บอกได้้ว่าไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะเกรงว่าจะมี การคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งเหล่านักต่อต้านโครงการ แต่โครงการนี้ เป็นโครงการอยู่ใน วิสัยที่จะทำได้ ไมจะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อย แต่ถ้าดำเนินไปเดี๋ยวนี้ อีก ๕-๖ ปีข้างหน้า เราสบาย และถ้าไม่ทำ อีก ๕-๖ ปี ข้างหน้า ราคาค่าก่อสร้างค่าดำเนินการก็จะขึ้นไป ๒ เท่า ๓ เท่า ลงท้ายก็ต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไป ก็จะไม่ได้ทำ เราก็จะต้องอดน้ำ แน่ จะกลายเป็นทะเลทราย แล้วเราจะอพยพไปที่ไหนก็ไม่ได้ ...

... ปัญหาเรื่องภัยแล้งนี้ ดูจะเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ หมู่นี้ก็พูดกันอย่างขวัญเสียว่า อีกหน่อยจะต้องปันส่วนน้ำ หรือแม้แต่จะต้องตัดน้ำประปา อันนี้สำหรับกรุงเทพฯ ฉะนั้น ต้องหาทางแก้ไขเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้วางแผนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถ้าหากว่าได้ปฏิบัติ ตามแผนนั้นๆ แล้ว วันนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงการขาดแคลนน้ำ โครงการโดยเฉพาะนั้นก็มี แล้ว โครงการนั้นได้ยืนยันมาเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่ออยู่ที่นราธิวาสได้วางโครงการ ที่แม้จะยังไม่แก้ ปัญหาปีนี้หรือปีหน้า แต่ถ้าทำอย่างดี ในประมาณ ๕ หรือ ๖ ปี ปัญหาน้ำขาดแคลนใน กรุงเทพฯ จะหมดไปโดยสิ้นเชิง..."

พระราชดำรัสถึงโครงการกักเก็บน้ำป่าสัก จ.ลพบุรี และ จ.สระบุรี โครงการเขื่อนเก็บน้ำแม่น้ำนครนายก จ.นครนายก โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖


"... เรื่องน้ำนี้ ก็เป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น แม้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทั้งสัตว์ทั้งพืช ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าน้ำเป็นสื่อ หรือเป็นปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิต แม้สิ่งไม่มีชีวิตก็ต้องการน้ำเหมือนกัน มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นอะไรไม่ทราบ เช่น ในวัตุถุต่างๆ ในรูปผลึก ก็ต้อง มีน้ำในนั้นด้วย ถ้าไม่มีน้ำก็จะไม่เป็นผลึก กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีรูป ฉะนั้น น้ำนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่กล่าวถึงข้อนี้ก็จะให้ได้ทราบถึงว่า ทำไมการพัฒนา ขั้นแรกหรือสิ่งแรก ที่นึกถึงก็คือโครงการชลประทาน แล้วก็โครงการ สิ่งแวดล้อมทำให้น้ำดี สองอย่างนี้อื่นๆ ก็จะเป็นไปได้ถ้าหากว่า ปัญหา ของน้ำนี้ เราได้สามารถที่จะแก้ไข หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เรามีน้ำใช้ อย่างเพียงพอ ฉะนั้นการพัฒนานั้นสิ่งสำคัญก็อยู่ตรงนี้ นอกจากนั้น ก็เป็นสิ่งที่ต่อเนื่อง เช่นวิชาการในด้านการเพาะปลูก เป็นต้น ตลอดจนถึง การพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หรือการค้า หรือการคลัง อะไร พวกนี้ก็ต่อเนื่องต่อไป... "

พระราชดำรัส วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๒ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน


 “... การทำฝนเทียมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีเครื่องอุปกรณ์ วัสดุ และเจ้าหน้าที่ งานที่ทำนี้ก็ต้องส้ินเปลืองไม่ใช่น้อย แต้ถ้าผลที่ได้ คือจะเป็นผลที่น่าพอใจ การทำฝนนี้ เป็นสิ่งที่ลำบากหลายๆ ประการ ทางด้านเทคนิค และในด้านจังหวะที่จะทำ เพราะถ้าพูดถึงด้านเทคนิค ฝนที่ทำนี้ จะพลิกฤดูการไม่ได้ ไม่ใช่ว่าฝนแล้งจะบันดาลได้อย่าง ปาฎิหาริย์ทำให้มีฝนเพียงพอกับการเพาะปลูกมิได้ หรือจะแทนการ ชลประทานที่ขุดเรียบร้อยกว้างขวางก็ไม่ได้ แต่เป็นทางหนึ่งที่มีหวัง สำหรับฤดูกาลที่ควรจะมีฝน และฝนเทียมจะช่วยให้ประคองพืชผล ไม่ให้สิ้นไปพอได้ การทำฝนเทียมนี้เป็นสิ่งที่ใหม่ จึงต้องทำโครงการ อย่างระมัดระวัง เพราะว่าสิ้นเปลือง ถ้าทำแล้วไม่ได้ผลจะสิ้น เปลืองโดยใช่เหตุ...”

พระราชดำริ วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน


 ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุ ราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่าย ช่วยปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำ และตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บไว้ จะซึมเข้าไปในดิน ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง ต่อไปจะสามารถ ปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่น พันธ์ุไม้โตเร็ว และพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบ เพื่อ ฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ...” พระราชดำรัส วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๒ อ.บาเจาพ จ.นคราธิวาส “...ให้ดำเนินการสำรวจทำเลสร้างฝายต้นน้ำลำธารในระดับที่สูง ใกล้บริเวณยอดเขามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลักษณะของฝาย ดังกล่าวจำเป็นต้องออกแบบใหม่ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำ ไว้ได้ปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงและประคับประคองกล้าไม้พันธุ์ที่ แข็งแรง และโตเร็วที่ใช้ปลูกแซมในป่าแห้งแล้ง อย่างสม่ำเสมอ โดยการจ่ายน้ำไปรอบๆ ตัวฝายจนสามารถตั้งตัวได้..."

พระราชดำรัส วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๑ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน


“... อาจมีบางคนเข้าใจว่า ทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือเรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ที่โรงเรียนมีครู ซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล่้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่าภูเขาต้องมีป่าไม้อย่างนั้น เมื่อเม็ดฝนตกลงมาแล้ว จะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ทำความเสียหายดินหมดจากภูเขา เพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้ เรื่องการอนุรักษ์ และเป็นหลักของชลประทาน ที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้ เดือดร้อนตลอดทั้งดินบนภูเขาจะหมดไป กระทั่งมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำ ทำให้น้ำท่วม นี้นะ เรียนมา ตั้งแต่ อายุ ๑๐ ขวบ ..."

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๒

 “...สำหรับต้นน้ำ ไม้ที่ขึ้นอยู่บริเวณสองข้างลำห้วย จำเป็นต้องรักษา ไว้ให้ดี เพราะจะช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นไว้ ส่วนตามร่องน้ำและบริเวณที่น้ำซับ ก็ควรสร้างฝายขนาดเล็ก กั้นน้ำไว้ในลักษณะฝายชุ่มชื้น แม้จะมีจำนวนน้อยก็ตาม สำหรับแหล่งน้ำ ที่มีปริมาณน้ำมาก จึงสร้างฝายเพื่อผันน้ำ ลงมาใช้ในพื้นที่เพาะปลูก...” “... ควรสร้างฝายต้นน้ำลำธารตามร่องน้ำ เพื่อช่่วยชะลอกระแสน้ำ และกักเก็บน้ำ สำหรับสร้างความชุ่มชื้นให้กับบริเวณต้นน้ำ...”

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๒ ณ ดอยอ่างขาง เชียงใหม่



“หลักสําคัญ ว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น 
ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้”

กระแสพระราชดํารัสนี้ พระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ 
ณ พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน


ขอบคุณข้อมูลจาก



วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พระราชดำรัสเกี่ยวกับบ้านเมือง


เนื่องในวโรกาส วันพ่อแห่งชาติ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
ผู้เขียนขอร่วมเผยแพร่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพแด่องค์ภูมิพล อดุลยเดช

ถ้าทุกคนสนใจในความรักประเทศชาติ รักษาความดีเอาไว้ ไม่ต้องไปตามอย่างในสิ่งที่เราเห็น 
ว่าไม่น่าที่จะเจริญไม่น่าจะพัฒนา เราต้องรักษาแนวทางความคิดตามที่เรามีอยู่
 แม้จะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาแต่โบราณกาลจากปู่ย่าตายายของเรา 
แต่เป็นระเบียบการหรือเป็นวิธีการที่ดี จะไม่ล้าสมัย

(ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร 13 มีนาคม 2514) 


บ้านเมืองของเรากำลังต้องการการปรับปรุงและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ 
ทางที่เราจะช่วยกันได้ก็คือ การที่ทำความคิดให้ถูกและแน่วแน่ 
ในอันที่จะยึดถือประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่หมาย ต้องเพลาการคิดถึงประโยชน์เฉพาะตัว
 และความขัดแย้งกันในสิ่งที่มิใช่สาระลง

(พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2543) 


ในการปฏิบัติราชการนั้น ขอให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่านึกถึงบำเหน็จรางวัลหรือผลประโยชน์ให้มาก
ขอให้ถือว่าการทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ เป็นทั้งรางวัลและประโยชน์อย่างประเสริฐ 
จะทำให้บ้านเมืองไทยของเราอยู่เย็นเป็นสุขและมั่นคง

(เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน 1 เมษายน 2533) 


คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข

(พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย 4 ธันวาคม 2541) 

ขอบคุณข้อมูลจาก
และภาพจากอินเตอร์เนต

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พระราชดำรัสเกี่ยวกับความพอเพียง



“...เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ 
เราต้องใช้ต้องหาเงินมาสำหรับซื้อน้ำมันสำหรับรถไถ เวลารถไถเก่าเราต้องยิ่งซ่อมแซม 
แต่เวลาใช้นั้นเราก็ต้องป้อนน้ำมันให้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันคายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ต้องป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน 
แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคายออกมาก็เป็นปุ๋ย แล้วก็ใช้ได้สำหรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย...”

พระราชดำรัส เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙ 


“...เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก
เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว
 แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป 
ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ตลอดไป...”

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ 


“...ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี ที่เขาเรียกว่าเล็งผลเลิศ ก็เห็นว่าประเทศไทย 
เรานี่ก้าวหน้าดี การเงินการอุตสาหกรรมการค้าดี มีกำไร อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่าเรากำลังเสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า 
แล้วก็ประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี
 แต่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง...”

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖

“...เดี๋ยวนี้ประเทศไทยก็ยังอยู่ดีพอสมควร ใช้คำว่า พอสมควร เพราะเดี๋ยวมีคนเห็นว่ามีคนจน 
คนเดือดร้อน จำนวนมากพอสมควร แต่ใช้คำว่า พอสมควรนี้ หมายความว่าตามอัตตภาพ...”

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙ 


“...ที่เป็นห่วงนั้น เพราะแม้ในเวลา ๒ ปี ที่เป็นปีกาญจนาภิเษกก็ได้เห็นสิ่งที่ทำให้เห็นได้ว่า ประชาชนยังมีความเดือดร้อนมาก และมีสิ่งที่ควรจะแก้ไขและดำเนินการต่อไปทุกด้าน มีภัยจากธรรมชาติกระหน่ำ ภัยธรรมชาตินี้เราคงสามารถที่จะบรรเทาได้หรือแก้ไขได้ เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาพอใช้ มีภัยที่มาจากจิตใจของคน ซึ่งก็แก้ไขได้เหมือนกัน แต่ว่ายากกว่าภัยธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งนอกกายเรา แต่นิสัยใจคอของคนเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยากให้จัดการให้มีความเรียบร้อย แต่ก็ไม่หมดหวัง...”

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙ 


“...การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก...”

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙. 


“...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน 
พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ 
ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน 
บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...”

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ 


“...พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง 
คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย 
ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง 
ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ 
แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น...” 

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ 


“...ไฟดับถ้ามีความจำเป็น หากมีเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่ เรามีเครื่องปั่นไฟก็ใช้ปั่นไฟ
หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเป็นขั้นๆ
แต่จะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์นี่เป็นสิ่งทำไม่ได้ 
จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน ถ้ามีการช่วยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็ไม่ใช่พอเพียงแล้ว 
แต่ว่าพอเพียงในทฤษฎีในหลวงนี้ คือให้สามารถที่จะดำเนินงานได้...”

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ 


“...โครงการต่างๆ หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ ต้องมีความสอดคล้องกันดีที่ไม่ใช่เหมือนทฤษฎีใหม่ 
ที่ใช้ที่ดินเพียง ๑๕ ไร่ และสามารถที่จะปลูกข้าวพอกิน กิจการนี้ใหญ่กว่า 
แต่ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คนไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ๆ 
เหมือนสร้างเขื่อนป่าสักก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน 
เขานึกว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่ห่างไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง 
แต่ที่จริงแล้ว เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน...”

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ 


“...ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง 
คือทำจากรายได้ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน 
เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency 
มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy
เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู 
เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า
แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่
และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป...” 

พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล 
๑๗ มกราคม ๒๕๔๔ 


เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อมวลประชาชน
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช 

ขอบคุณข้อมูลจากมูลนิธิชัยพัฒนา
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต