แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bhumibol แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bhumibol แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันพ่อของปวงชนชาวไทย

วันพ่อ ๕ ธันวามหาราชา.....๒๕๕๖

๕ ธันวามหาราช ๒๕๕๖

ผ่านมา และผ่านไปอีกวัน สำหรับวันสำคัญๆ ของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ
วันพ่อของแผ่นดิน...วันที่ทุกคนละทิ้งความมัวหมอง ละทิ้งความวุ่นวาย ละทิ้งความเจ็บปวด
เพื่อได้ร่วมถวายพระพร ถวายความจงรักภักดี และร่วมกันจุดเทียนชัย..พร้อมกับได้กล่าวสดุดี

...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ 

กึกก้องอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ
เป็นวันที่ประชาชนของพระราชามีความปลื้มปิติและอิ่มความความสุข..อย่างล้นเหลือ 

สำหรับผู้เขียนแล้ว ไม่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ที่นี่..โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ บ้านน้ำดำ ปัตตานี ก็มีกิจกรรมดีๆ ..เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน เป็นประจำทุกปี


ปลูกป่า วันพ่อ ๕ ธ.ค. ๕๖ ณ โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ บ้านน้ำดำ ปัตตานี


แม้ทำเพราะหน้าที่ มีขอบเขตจำกัด  
ความรู้สึกอาจแตกต่างกับการที่เราก้าวลงไปทำทั้งตัวและหัวใจ แต่ก็..สุขไม่เบา


บันทึก......ฉันขอเป็นประชาชนของพระราชา

๗ ธันวาคม ๒๕๕๖

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่




เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ 

แต่ต้องมีความเพียร
แล้วต้องอดทน 
ต้องไม่ใจร้อน
ต้องไม่พูดมาก
ต้องไม่ทะเลาะกัน

ทฤษฎีใหม่นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็มาจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติของคนอื่นด้วยมาตั้งแต่ต้น ทฤษฎีใหม่นี้ ความจริงทางราชการได้ปฏิบัติมาหลายปีแล้วก่อนที่เกิดเป็นทฤษฎีใหม่ในพระราชดำริ คือการพัฒนาทางการเกษตรโดยเฉพาะปลูกหลายอย่างในที่เดียวกันหรือผลัดปลูกหมุนเวียน

เมื่อเป็นทฤษฎีใหม่แล้ว ก็มาเข้าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง คนที่ทำนี้ต้องไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ฟุ้งเฟ้อ ได้เขียนไว้ในทฤษฎีนั้นว่าลำบากเพราะผู้ที่ปฏิบัติต้องมีความเพียรและต้องอดทน ไม่ใช่ว่าทำง่ายๆ
 ไม่ใช่บอกว่าเป็นทฤษฎีของในหลวงแล้วจะทำได้สะดวก  และไม่ใช่ว่าทำได้ทุกแห่ง ต้องเลือกที่ ถ้าค่อยๆทำไป ก็จะสามารถขยายความคิดของทฤษฎีใหม่นี้ไปได้โดยดัดแปลงทฤษฎีนี้ แล้วแต่สภาพของภูมิประเทศหรืออาจจะช่วยสภาพภูมิประเทศโดยเฉพาะหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม

พระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคล
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
วันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑
(จากหนังสือ คำพ่อสอน)

ขอบคุณภาพจาก อินเตอร์เนต


วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แผนที่กระเทาะเปลือกกิเลส



อยู่ในระหว่างการ จับตา จับจิต พิจารณา 
ทบทวนตัวเอง

น้องสาวทราบว่า ผู้เขียน พาตัวเองเข้าวัดบ่อยๆ ก็ส่งเสียงเตือนสติมาว่า ดีแล้ว และขอให้ทำได้จริงๆ สงบทั้งนอกและในให้จงได้ ยังเป็นเสียงที่เก็บมาพิจารณาอยู่ตลอดเวลา 

หลายวันก่อนมีน้องร่วมอุดมการณ์คนหนึ่งขึ้นสถานะของเขาบน Facebook ว่า..
จะท่องศีลน่ะ พนมมือก็พอ ไม่ต้องถือสากด้วย .... มันหนัก!!   (Komrak คมเลิฟ) 
ช่างโดนใจผู้เขียนจริงๆ การกล่าวขึ้นมาลอยๆเช่นนี้ หากใครรู้สึกเหมือนมดกัด โดนหยิกให้เจ็บแปล๊บๆ ก็อาจรู้สึกได้หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้ผู้เขียนเองยังต้องมองตัวเองทันทีเช่นเดียวกัน 

ผู้เขียนไม่ใช่คนดีแต่อยากจะเป็นคนดีและพยายามจะเป็นคนดี บ่อยครั้งให้สติสอนใจผู้อื่นซึ่งในขณะเดียวกันก็กำลังสอนตัวเองด้วยเช่นกัน 

บางวันถือศีล แต่ก็เดินทางไปนรกโดยฉับพลันทันทีเพราะตามจิตตัวเองไม่ทัน เมื่ออะไรผ่านมากระทบด้วยความแรงปานใด ผู้เขียนเองก็ซัดกลับด้วยความแรงระดับเดียวกัน และก็มานั่งเสียใจว่า..หลุดอีกแล้วนะเรา

หลายๆครั้ง เจอสถานะของเพื่อน พี่หรือน้อง กร่นด่า ผู้คนมากมายและประกาศว่าตนเองเป็นผู้เจริญแล้ว ผู้เขียนออกอาการมึนงงเล็กน้อย ผู้เจริญแล้ว เป็นเช่นนี้หรอกหรือ!!งั้นเราเลิกด่าใครๆดีกว่า

และใช่ว่าผู้เขียนไม่เคยทำผิดเช่นนั้น ทบทวนอดีต ทำผิดมามากมายนับครั้งหรือความถี่ไม่ครบทีเดียว และเมื่อถึงวันนี้..ผู้เขียนกำลังพยายาม ทำสิ่งผิด ให้เป็นสิ่งถูกต้องและดีงามซึ่งนั่นหมายถึงต้องอดทนต่อสู้กับกิเลสที่ครอบงำเราอยู่ ต้องพยายามตามจิตตัวเองให้ทันและฉุดใจก่อนจะพรวดพราดออกไปกระทำผิดซ้ำๆอีก 


 และแอบคิด แอบหวังว่าหลายๆคนคงกำลัง..เป็นผู้มีธรรม กำลังพยายามหยุดล่วงเกินผู้อื่นทั้งทางใจและวาจา ทั้งต่อหน้าหรือลับหลังกันและกันด้วยเช่นกัน

ถามว่าจะดึง..เราให้พ้นจากนรก(ในใจ)ได้อย่างไร..หากเราปล่อยจิตไปตามยถากรรมคงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด เพราะอารมณ์มักพาเราลงสู่ที่ต่ำ กิเลสคอยชักจูงเราไปในทางชั่วร้ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

กิเลสในตัวผู้เขียนเยอะมาก กว่าจะกระเทาะเปลือกกิเลสหยาบๆ ออกไปเป็นครั้งเป็นคราวก็ใช้เวลานานแสนนาน การเดินทางไปวัดเพื่อกระเทาะเปลือกกิเลส..ใช้เวลานานเป็นปีๆ ทั้งๆที่เดินไม่ถึง 10 เมตรก็ถึงประตูวัดแล้ว

กว่าจะสลัดเปลือกกิเลสและเดินเข้าวัดได้ช่างยากเย็น 
ปัจจุบัน วัดอยู่ไกลเป็นสิบๆกิโลเมตร แต่ผู้เขียนสามารถเข้าถึงวัดได้แล้ว  สัมผัสบรรยากาศอันสงบ ทั้งนอกและในใจ ถึงแม้ไม่สุขตลอดเวลา แม้ตามใจตัวเองไม่ทันทุกนาที แต่ยังดีใจว่ายังมีช่วงเวลาเบิกบานใจกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า..

พระพุทธเจ้ามีเส้นทางเดินสู่ความสุข เพียงแต่เราเดินทางตามแผนที่ธรรมเท่านั้นพอ





วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม


ขอบคุณภาพ จากข่าว Manager Online 16 Apr,2012
ประเทศไทย..โชคดีที่มีแผ่นดินและการปกครองที่เป็นเอกราชตลอดมาตั้งแต่บรรพกาล
เพราะประเทศไทยโชคดี..ที่มีในหลวง พ่อหลวง ในหลวง หรือพระเจ้าแผ่นดิน

และในขณะที่พักผ่อนอย่างสุขๆ หลับๆตื่นๆ ในช่วงเทศกาลหยุดยาวเนื่องในวันสงกรานต์ วันครอบครัว หลังจากออกไปล่องเรือ เดินเล่น ตากแดดตากลมที่เกาะเกร็ด..กลับเข้าบ้าน ไข้ขึ้นหนาวสั่นหลับสบายท่ามกลางอากาศร้อนระอุ ตื่นมาเจอภาวะ 2 อารมณ์ คือตื่นตระหนกตกใจกับข่าวแผ่นดินไหวที่ภูเก็ต เกรงว่าจะเกิดสึนามิและความสูญเสียอีกครั้ง แต่ทุกอย่างก็เงียบสงบลงเมื่อธรรมชาติสงสารมนุษย์

และข่าวที่ทำให้รู้สึกยินดีปรีดา ภาคภูมิใจ ที่ได้เกิดเป็นคนไทย และได้อาศัยอยู่ภายใต้ร่มพระบารมีขององค์พระภูมิพล.....เมื่อผู้เขียนได้รับข่าวสารจากสื่อออนไลน์..ซึ่งเชื่อว่าคนไทยย่อมรู้สึกเฉกเช่นเดียวกัน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr.Stephen Nortcliff) พร้อมคณะผู้บริหาร IUSS และผู้ที่เกี่ยวข้อง เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) สดุดีพระเกียรติคุณ

ตามเนื้อข่าวจาก Manager Online ความว่า

วันนี้ (16 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.20 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออก ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr.Stephen Nortcliff) กรรมการบริหารและอดีตเลขาธิการสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences-IUSS) พร้อมคณะผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) สดุดีพระเกียรติคุณ
       
       สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2467 เป็นสมาชิกสหภาพวิทยาศาสตร์หน่วยหนึ่งในสภาสหภาพวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติได้รับการยอมรับว่า เป็นองค์กรที่ช่วยประสานงานสำหรับองค์กรระหว่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์ จุดประสงค์ของการก่อตั้ง เพื่อส่งเสริมการวิจัยและประยุกต์ใช้ในศาสตร์ด้านปฐพีวิทยาทุกแขนง ส่งเสริมให้มีการติดต่อประสานงานระหว่างนักวิทยาศาสตร์ในศาสตร์นี้ เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ ปัจจุบัน สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ มีสมาชิกที่สังกัดอยู่ในสมาคมของประเทศและภูมิภาคต่างๆ กว่า 86 สมาคม มีประเทศที่เป็นสมาชิก 57 ประเทศ และทุก 4 ปี จะมีการจัดการประชุมสภาโลกแห่งปฐพีวิทยา (World Congress of Soil Science) หมุนเวียนกันไปตามประเทศต่างๆ

ขอขอบคุณข่าวจาก
 http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9550000047473

ด้วยพระอัจฉริยะแห่งองค์พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงงานด้วยความเพียรอุตสาหะตลอดการครองราชย์  ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกตลอดมา แล้วไฉนเลยคนไทยผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากพระองค์ท่านจะไม่มีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ มีพระมายุมั่นขวัญยืน เป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทยสืบไป





       

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พระราชดำรัส พระบรมราโชวาทเกี่ยวกับครู


  พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่คณะครู

 “ ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ์ และห่วงรายได้กันมากเข้า ๆ แล้ว จะเอาจิตเอาใจที่ไหน มาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญของเด็ก
ความห่วงในสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อย ๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะไม่มีอะไรเหลือไว้ พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพบูชาอีกต่อไป ”

             พระราชดำรัสแก่ครูอาวุโส ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ วันเสาร์ ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๒๑


            “......ครูที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ทำแต่ความดี คือ ต้องหมั่นขยันและอุตสาหะพากเพียร ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ต้องหนักแน่นอดทน และอดกลั้น สำรวม ระวังความประพฤติปฏิบัติของตน ให้อยู่ในระเบียบ แบบแผนที่ดีงาม รวมทั้งต้องซื่อสัตย์ รักษาความจริงใจ วางใจเป็นกลาง ไม่ปล่อยไปตามอำนาจอคติ…...”

             พระราชดำรัส พระราชทานแก่ครูอาวุโส ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๓


                 “.....ครูจะต้องตั้งใจในความดีอยู่ตลอดเวลา แม้จะเหน็ดเหนื่อย เท่าไรก็จะต้องอดทน
เพื่อพิสูจน์ว่าครูนี้เป็นที่เคารพสักการะได้ แต่ถ้าครูไม่ตั้งตัวในศีลธรรม ถ้าครูไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่
 เด็กจะเคารพได้อย่างไร……”   
          
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะครู โรงเรียนราษฎร์ทั่วราชอาณาจักร ณ ศาลาผกาภิรมย์ ๘ พฤษภาคม ๒๕๑๓

               “...ครูนั้นจะต้องให้ความรู้แก่เด็ก ๆ ด้วยความเมตตา ด้วยความหวังดี คือ ด้วยความเมตตาต่อผู้ที่เป็นลูกศิษย์ และด้วยความหวังดีต่อส่วนรวม เพราะถ้าส่วนรวมประกอบด้วยบุคคล ที่มีความรู้ดี ส่วนรวมก็ไปรอด....”

               พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะ อาจารย์และนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓




                 “…… ผู้ที่เป็น ครู จะต้องนึกถึงความรับผิดชอบ เพราะว่าถ้าเป็นครูแล้ว ลูกศิษย์จะต้องนับถือได้ ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับที่เป็นครู ไม่ใช่วางตัวอย่างหนึ่งแล้วมาสอนอีกอย่างหนึ่ง ….”

                 พระราชดำรัส พระราชทานเนื่องในวันการศึกษาสัมพันธ์ ณ วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๒


                   “... ผู้ที่เป็นครูอาจารย์นั้น ใช่ว่าจะมีแต่ความรู้ในทางวิชาการและในทางการสอนเท่านั้นก็หาไม่ จะต้องรู้จักอบรมเด็กทั้งในด้านศีลธรรม จรรยาและวัฒนธรรม รวมทั้งให้มีความสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ด้วย…. ”

                  พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วิทยาลัยวิชาการศึกษา 
๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๓       

           
                    “...มหาวิทยาลัย มุ่งสั่งสอนนักศึกษาให้เป็นคนเก่ง ซึ่งเป็นการดี แต่นอกจากจะสอนให้เก่งแล้ว จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะอบรมให้ดีพร้อมกันไปด้วย ประเทศเราจึงจะได้คนที่มีคุณภาพพร้อมคือ ทั้งเก่งและทั้งดีมาเป็นกำลัง ของบ้านเมือง…. ”   
             
                    พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะผู้บริหาร และสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ณ ศาลาดุสิดาลัย ๓ ตุลาคม ๒๕๓๓


                   “…… การศึกษาเป็นเครื่องอันสำคัญในการพัฒนา ความรู้ ความคิด
ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยมและคุณธรรมของบุคคล เพื่อให้เป็นพลเมืองดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ เมื่อบ้านเมืองประกอบไปด้วยพลเมืองที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ การพัฒนาประเทศชาติก็ย่อมทำให้ได้โดยสะดวกราบรื่น ได้ผลที่แน่นอนและรวดเร็ว … ”

                   พระราชดำรัส พระราชทานแก่ครูใหญ่ และนักเรียน ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๒๐

                     “...งานด้านการศึกษาเป็นงานสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ เพราะความเจริญและความเสื่อมของชาตินั้นขึ้น อยู่กับการศึกษาของพลเมืองเป็นข้อใหญ่ จึงต้องจัดการศึกษาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น....”

                พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๒

ขอบคุณข้อมูล

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนตและเว็บไซด์เจ้าพระยานิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พระราชดำรัสเกี่ยวกับความสุขในการดำเนินชีวิต






เนื่องในวโรกาส วันพ่อแห่งชาติ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
แผ่นดินนี้เราจองขอร่วมเผยแพร่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพแด่องค์ภูมิพล อดุลยเดช


********************************


.จิตใจและความประพฤติที่สะอาดและมีระเบียบ เป็นรากฐานสำคัญของชีวิต ทั้งจิตใจทั้งความประพฤติดังนั้นใช่จะเกิดมีขึ้นเองได้ หากแต่จำต้องฝึกหัดอบรมและสนับสนุนส่งเสริมกันอย่างจริงจังสม่ำเสมอ นับตั้งแต่บุคคลเกิด ดังที่มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใดได้เฝ้าพยายามกระทำสืบต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรักษาตัวและมีความสุขความสำเร็จในการครองชีวิต ทั้งให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยความผาสุกสงบ ดังนั้น ถึงแม้เราจะอยู่ใน ท่ามกลางความเจริญรุดหน้าแห่งยุคปัจจุบันอย่างไร เราก็ทอดทิ้งการศึกษา ทางด้านจิตใจและศีลธรรมจรรยาไปไม่ได้ ตรงข้าม เราควรเอาใจใส่สั่งสอนกันให้หนักแน่นทั่วถึงยิ่งขึ้น เพื่อให้มีความคิดความเข้าใจถูกต้องสอดคล้องกับสภาพการณ์แวดล้อมทั้งหลายที่วิวัฒนาไปไม่หยุดยั้ง. . .

พระราชดำรัส
พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในพิธีเปิดสัมมนา เรื่อง "การพัฒนาสังคมในด้านศีลธรรมและจิตใจ"
ซึ่งสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยจัดให้มีขึ้น
ณ โรงแรมนารายณ์ กรุงเทพมหานคร
วันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๖


.การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญยิ่งของมนุษย์ คนเราเมื่อเกิดมาก็ได้รับการสั่งสอนจากบิดามารดา อันเป็นความรู้เบื้องต้น เมื่อเจริญเติบโตขึ้นก็เป็นหน้าที่ของครูและอาจารย์สั่งสอนให้ได้รับวิชาความรู้สูง และอบรมจิตใจให้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม เพื่อจะได้เป็นพลเมืองดีของชาติสืบต่อไป. . .

พระบรมราโชวาท
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตและนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษา
วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๐๕


สังคมและบ้านเมืองใดให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนล้วนพอเหมาะกันทุกๆ ด้าน
สังคมและบ้านเมืองนั้นก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ 
ซึ่งสามารถธำรงรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติไว้ และพัฒนาให้ก้าวหน้า ต่อไปได้โดยตลอด 
ผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาทุกๆ คนจึงต้องถือว่า 
ตัวของท่านมีความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมืองอยู่อย่างเต็มที่ ในอันที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เที่ยงตรง 
ถูกต้อง สมบูรณ์โดยเต็มกำลัง จะประมาทหรือละเลยมิได้ 
เพราะถ้าปฏิบัติให้ผิดพลาดบกพร่องไปด้วยประการใดๆ ผลร้ายอาจเกิดขึ้นแก่ส่วนรวม
และประเทศชาติได้มากมาย ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้างเสริมรากฐานชีวิตอันแข็งแรงสมบูรณ์ให้แก่เยาวชน ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และความรู้ความฉลาด 
สำคัญที่สุด จะต้องฝึกฝนอบรมให้รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักตัดสินใจด้วยเหตุผล และรู้จักสร้างสรรค์ตามแนวทางที่สุจริตยุติธรรม. . .

พระบรมราโชวาท
พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนที่ได้รับพระราชทานรางวัลฯ
ณ ศาลาดุสิดาลัย
วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๔


ความเจริญนั้น ต้องพร้อมด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ประการหนึ่ง วิชาความรู้ประการหนึ่ง
และจิตใจสูงประการหนึ่งคือถ้าเราต้องการจะทนุบำรุง ส่งเสริมกำลังของเราให้เข้มแข็ง 
เมื่อเรามีเงิน ก็จะจัดซื้อหาเครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ นานาชนิดที่มีคุณภาพดี 
มาเพิ่มพูนให้มากยิ่งขึ้นเพียงใด ก็ย่อมจะทำได้ หรือถ้าเราต้องการจะส่งเสริม 
สมรรถภาพในทางความรู้ วิทยาการ ใดๆ ให้ทันเทียมกับอารยะประเทศ เราก็จัดส่งคนของเรา 
ให้ออกไปศึกษาค้นคว้า และหาอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบวิทยาการแผนใหม่ๆ 
ในต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ปรับปรุงส่งเสริมสมรรถภาพของเรา ให้เจริญเทียมทันเขาได้ 
ซึ่งความเจริญดั่งกล่าวมาแล้วนี้ เราสามารถจะซื้อหาด้วยเงินได้ แต่ความเจริญทางจิตใจนั้น 
เราจะซื้อด้วยเงิน เป็นจำนวนเท่าใดๆ ไม่ได้ ความเจริญทางจิตใจนี้ จึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนัก 
เพราะเป็นหน้าที่ของแต่ละคน ที่จะต้องทำตัวของตนเองให้ดี เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม. . .

พระบรมราโชวาท
ในวันพิธีสวนสนาม และพระราชทานธงชัยประจำกองโรงเรียนตำรวจภูธร ภาค ๔


ท่านทั้งหลายควรจักได้เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม ที่จะปฏิบัติงานประสานกับบุคคลอื่นฝ่ายอื่นอย่างขะมักเขม้นและฉลาดเหมาะสม. ในการนี้ ท่าน จะต้องทำความคิดและจิตใจให้เปิดกว้าง แต่หนักแน่น มีเหตุผล มีวิจารณญาณ. พร้อมกันนั้น ก็ต้องมีความจริงใจ เห็นใจ และเมตตาปรองดองกัน โดยถือประโยชน์ส่วนรวมร่วมกันเป็นวัตถุประสงค์เอก. ที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง จะต้องพยายามขจัดความดื้อรั้น ถือตัว ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนน้อยออกให้ได้ ไม่ปล่อยให้เข้ามาครอบงำทำลายความคิดจิตใจที่ดีงามของตน. แล้วท่านจะสามารถปฏิบัติการงานทุกอย่างได้ด้วยความราบรื่น เบิกบานใจ อย่างมี ประสิทธิภาพ และประสบผลสำเร็จตามที่ปรารภปรารถนาทุกสิ่งในที่สุด. . .

พระบรมราโชวาท
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๙

.ในชีวิตทุกวันๆ ก็ได้มีโอกาสเข้าโรงเรียน ก็หาความรู้ แล้วมีโอกาสที่จะได้เห็นชีวิตของตัวเองและของคนอื่น ขอให้ถือว่าเป็นอาหารทั้งนั้น เป็นอาหารสมอง และเมื่อได้รับอาหารแล้ว ให้ไปพิจารณา คือไปไตร่ตรอง ไปคิดให้ดี ถ้าทำเช่นนี้แล้ว ทุกคนจะสามารถที่จะสร้างตัวเองให้แข็งแรง เพื่อที่จะทำประโยชน์แก่ตนเอง สร้างบ้านเมือง สร้างท้องที่ของตัว สร้างตนเองให้เจริญตามที่ทุกคนต้องการ. . .

กระแสพระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะเยาวชนชายหญิงจากถิ่นทุรกันดาร
ในเขตปฏิบัติการของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ต่างๆ รวม ๒๔ จังหวัด พร้อมด้วยพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่
ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต
วันศุกร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๖

ขอบคุณข้อมูลและภาพจากเว็บไซด์ 

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พระราชดำรัสเกี่ยวกับบ้านเมือง


เนื่องในวโรกาส วันพ่อแห่งชาติ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
ผู้เขียนขอร่วมเผยแพร่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพแด่องค์ภูมิพล อดุลยเดช

ถ้าทุกคนสนใจในความรักประเทศชาติ รักษาความดีเอาไว้ ไม่ต้องไปตามอย่างในสิ่งที่เราเห็น 
ว่าไม่น่าที่จะเจริญไม่น่าจะพัฒนา เราต้องรักษาแนวทางความคิดตามที่เรามีอยู่
 แม้จะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาแต่โบราณกาลจากปู่ย่าตายายของเรา 
แต่เป็นระเบียบการหรือเป็นวิธีการที่ดี จะไม่ล้าสมัย

(ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร 13 มีนาคม 2514) 


บ้านเมืองของเรากำลังต้องการการปรับปรุงและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ 
ทางที่เราจะช่วยกันได้ก็คือ การที่ทำความคิดให้ถูกและแน่วแน่ 
ในอันที่จะยึดถือประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่หมาย ต้องเพลาการคิดถึงประโยชน์เฉพาะตัว
 และความขัดแย้งกันในสิ่งที่มิใช่สาระลง

(พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2543) 


ในการปฏิบัติราชการนั้น ขอให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่านึกถึงบำเหน็จรางวัลหรือผลประโยชน์ให้มาก
ขอให้ถือว่าการทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ เป็นทั้งรางวัลและประโยชน์อย่างประเสริฐ 
จะทำให้บ้านเมืองไทยของเราอยู่เย็นเป็นสุขและมั่นคง

(เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน 1 เมษายน 2533) 


คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข

(พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย 4 ธันวาคม 2541) 

ขอบคุณข้อมูลจาก
และภาพจากอินเตอร์เนต

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

"ในหลวง"ท่ามกลางภยันตรายในสามจังหวัดชายแดนใต้


ปัตตานี ฝนยังคงตกหนัก ท้องฟ้ายังคงมืดมัว ฤาสัญญาณของฤดูน้ำหลากกำลังมาเยือนอย่างแท้จริง 

กรมอุตุนิยมวิทยาก็ประกาศเตือน ภาคใต้ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ฝนตกหนักและอาจมีน้ำท่วมฉับพลัน เราจะเชื่อหรือไม่ ก็ไม่ควรประมาทกับธรรมชาติ

เช้าวานนี้(๒๑ พฤศจิกายน ๒๒๕๕๔)หลังจากผู้เขียนเตรียมอาหารใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ยินเสียงตูมใหญ่คล้ายเสียงระเบิดเอ็ม๗๙ ที่เคยคุ้นเคยในเมืองหลวง ผู้เขียนกับน้าสบตากันเหมือนรู้นัย 
แต่ชั่วไม่กี่วินาทีก็ได้ยินเสียงฟ้าครืนครางตามมา เราจึงยิ้มพร้อมกัน..
โล่งอกไปทีคิดว่าเสียงระเบิดดังใกล้บ้านที่แท้ก็เสียงฟ้าร้อง 

และช่วงเวลาสายๆ ก็ทราบข่าวจากเพื่อนๆในออนไลน์และข่าวจากทีนิวส์ว่าเกิดระเบิดชุดคุ้มกันพระสงฆ์ขณะบิณฑบาตรบาดเจ็บ ๙ ราย ท่ามกลางฝนตกอย่างหนัก ผู้ก่อการร้ายก็ไม่หยุดพักหยุดนอนกันบ้างแล้วหรือไร ไม่เว้นแม่แต่พระสงฆ์ผู้ไม่เคยคิดผิดคิดร้ายกับผู้ใด โหดร้ายกับสังคมไทยมากเกินไปแล้ว

หลายๆคนเคยตั้งคำถามกับผู้เขียนถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ้านเกิด ผู้เขียนเองเกิดและเติบโตที่นี่จริงอยู่แต่หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมแล้วออกจากพื้นที่..แม้ก่อนไปภาพความงดงามในสัมพันธภาพระหว่างความแตกต่างของคนไทยมุสลิมและไทยพุทธยังอยู่ในความทรงจำ
ก็มิอาจตอบได้ว่า..สาเหตุที่แท้จริง..คืออะไร?

สามจังหวัดชายแดนใต้นอกจากประชาชนอยู่กับความยากจนแล้วยังต้องอยู่
กับความหวาดกลัวมาเป็นเวลานาน

แต่ในความน่ากลัวอันตรายที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น...ยังมีพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย 
ทรงบากบั่นเยี่ยมราษฎรของพระองค์ด้วยความลำบากโดยปราศจากความหวาดกลัว 
ทรงแก้ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

ผู้เขียนเคยเก็บเรื่องราวประทับใจจากเว็บไซด์เจ้าพระยานิวส์...


“รักถึงเพียงนี้” และ “จุดเทียนส่งเสด็จ”

  บทความชื่อ “แผ่นดินร่มเย็นที่นราธิวาส” ตีพิมพ์ในนิตยสาร “สู่อนาคต” 
ฉบับพิเศษเนื่องในวันเฉลิมฯ ได้เล่าย้อนให้เราได้เห็นภาพความยากลำบากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทางภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน โดยเฉพาะช่วงก่อนสร้างพระราชตำหนักทักษิณราชนิเวศน์นั้น เป็นที่รู้กันว่าจังหวัดนราธิวาสชุกชุมไปด้วยโจรร้าย โจรปล้นสะดมและพวกโจรเรียกค่าไถ่ ถึงขนาดที่ในหลายๆ หมู่บ้านนั้น แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าไป

  ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักในทุกข์อันลึกล้ำของชาวบ้านที่ทั้งทุกข์เพราะยากจน และทุกข์เพราะภัยคุกคาม จึงได้เสด็จฯ ลงไปเยี่ยมเยียนเป็นขวัญกำลังใจให้ราษฎรของพระองค์โดยไม่ทรงหวาดหวั่น บางวันถึงกับเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์โดยปราศจากกำลังอารักขา และบางหมู่บ้านตำรวจเพิ่งถูกคนร้ายแย่งปืนแล้วยิ่งตายก่อเสด็จไปถึงเพียงไม่ กี่ชั่วโมง
  ทรงรักราษฎรถึงเพียงนี้ จึงไม่แปลกที่หญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านหนึ่งของอำเภอรือเสาะจะเข้ามาเกาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร้องไห้แล้วบอกว่า 
“ไม่นึกเลยว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไทยชาวพุทธ จะมารักมุสลิมได้ถึงขนาดนี้…

  บทความเดียวกันได้เปิดเผยต่อไปอีกว่า ที่อีกหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเดียวกันนั้น โต๊ะครูได้พาพรรคพวกมายืนรอรับเสด็จแล้วพูดขึ้นว่า “..รายอกลับไปเถอะ ประไหมสุหรีกลับไปเถิด ประเดี๋ยวพวกโจรจะลงจากเขา…” 
 และเมื่อถึงเวลาเสด็จฯ กลับที่มืดสนิทอย่างน่ากลัว โต๊ะครูกับชาวบ้านก็พากันมาจุดเทียนส่งเสด็จตลอดเส้นทางอันตราย ด้วยความห่วงใยใน “รายอ” และ “ประไหมสุหรี” หรือ พระราชาพระราชินีของพวกเขาอย่างสุดซึ้ง 
.....................................................

เป็นบทความที่ทำให้เราได้เรียนรู้อดีต และชัดเจนว่าพระเจ้าอยู่หัวฯของคนไทยทั้งประเทศทรงงานอย่างหนักมาเป็นเวลานานหลายสิบปี

ณ ที่แห่งหนตำบลใดประชาชนอยู่อาศัยกันด้วยความยากลำบาก พระองค์มิทรงนิ่งเฉย 
ทรงช่วยเหลือ แก้ปัญหาให้ราษฎร โดยไม่หวั่นกลัว ไม่ท้อถอยต่อภยันตรายใดๆ 
ดังนั้นพระองค์จึงเป็นที่รักของราษฎรทั่วทั้งประเทศไม่ว่านับถือศาสนาพุทธ คริสต์หรืออิสลาม มีภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน






หลังจากเรียนจบแล้วเคยกลับมาทำงานอยู่กับหน่วยงานของราชการที่จังหวัดยะลา เคยได้สัมผัสความน่ากลัวจากเงาของบุคคลที่เราไม่รู้จัก ไม่เห็น อยู่บ้างพอสมควร และมักได้ยินคำตักเตือนจากหน่วยงานเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นตำรวจเสมอ ๆ

รถยนต์ใช้ออกพื้นที่ของหน่วยงานเราก็ไม่มีตราสัญลักษณ์เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่สังเกตุ และถ้าจำเป็นต้องออกพื้นที่สีแดง(หมู่บ้านสุ่มเสี่ยงอันตราย) ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพื่อขอกำลังคุ้มกัน แต่ช่วงเวลานั้นสำหรับบัณฑิตจบใหม่ไฟแรง ทำงานด้วยอุดมการณ์แม้เราไม่ประมาทแต่ไม่เคยกลัวและกลับคิดอีกมุมว่าถ้าต้องมีตำรวจคุ้มกัน เราน่าจะปลอดภัยน้อยกว่า 
ดังนั้นเราจึงเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในหมู่บ้านพื้นที่สีแดงโดยไม่แจ้งหัวหน่วยงานเสมอๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นพอสมควร 
คนในหมู่บ้านแสดงความเป็นห่วงและแจ้งให้เราทราบว่าในหนึ่งสัปดาห์มีวันไหนบ้างที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายเข้าตลาดและสั่งห้ามคนในหมู่บ้านไปไหนมาไหน และอาจทำร้ายคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในหมู่บ้าน แต่โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านก็ยังอยู่กันอย่างสงบนานๆทีจะมีเรื่องร้ายๆให้อกสั่นขวัญหาย

ทุกวันนี้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่เคยเป็น กลุ่มผู้ก่อการร้ายเป็นกลุ่มเดียวกับในอดีตหรือไม่ ผู้เขียนมิอาจตัดสินได้แต่กลุ่มที่ดำเนินการก่อความไม่สงบในปัจจุบันทำเกินกว่าเหตุและโหดร้ายเกินไป

เจ้าหน้าที่บ้านเมือง พ่อค้า ประชาชนผู้เกี่ยวข้อง ช่วยกันสอดส่อง ดูแลประชาชน ให้ได้อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี มีความสงบสุขและปลอดภัย
ผู้ก่อการดี หรือ ผู้ก่อการร้ายทั้งหลาย ได้โปรดหยุดทำร้ายบ้านเมือง หยุดทำร้ายประชาชนในพื้นที่ 
และทำความดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระเจ้าอยู่หัวฯกันเถิด.


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซด์เจ้าพระยานิวส์
ขอบคุณภาพในหลวงจากอินเตอร์เนต
ขอบคุณภาพมัสยิดจากต้นไผ่โฟโต้ ปัตตานี

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คุ้งกระเบน ป่าชายเลนในโครงการพระราชดำริ จันทบุรี


เมื่อคิดจะไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งหนึ่งน้อยครั้งนักที่เราจะนึกถึงป่าชายเลน 

และหลายปีก่อนเพื่อนๆกลุ่มชวนกันเที่ยว..ชวนกันไปเที่ยวอุทยานหมู่เกาะชุมพร จังหวัดชุมพร ท่ามกลางมรสุมที่คนบนฝั่งเตือนและบ่นกันแล้วบ่นกันอีก แต่ความตั้งใจไม่เลิกรา ยิ่งเมื่อออกกลางทะเลท้องฟ้าสดใส ยิ่งทำให้เราตื่นเต้นลืมความกลัวโดยสิ้นเชิง 
หลังจากดำน้ำดูปะการังสวยงามกันอย่างสะใจ คุ้มกับเวลา ๒ คืน ๓ วัน ยังได้มาเดินชมบรรยากาศธรรมชาติศึกษาที่ร่มรื่นและสวยงามของป่าชายเลนพร้อมกับศึกษาความเป็นธรรมชาติของป่าโกงกาง แสม ลำพู และการขยายพันธ์ รวมทั้งสัตว์ทะเลที่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่ร่วมกันอย่างกลมกลืน 


เพราะเราคุ้นเคยแต่การคิดว่าหนาวนี้ไปภูที่ไหนดี หรือจะไปปีนดอยใดให้สะใจ  หรือวางแผนไปถึงปีหน้าเขาที่ไหนน่าไปและต้องไปให้ได้

แต่คราวนี้...ตั้งใจไป จังหวัดจันทบุรี เพราะมีงานสละโสดของหัวหน้าทีมเที่ยวของกลุ่ม   
เวลานัดหมายออกจากกรุงเทพฯตอนตี4.30 น.เพราะเผื่อสาย เป็นความตั้งใจของเพื่อนๆ ที่เคยชิน 
กับการนอนตื่นสายในวันหยุด เมื่อต้องตื่นเช้ามากขนาดนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่แต่เราก็เดินทางตอนเช้าได้อย่างอัศจรรย์ใจ 

เสร็จงานพิธีการตามประเพณีไทยในบ่ายวันนั้น เราเข้าที่พักเพื่อรองานงานเลี้ยงตอนเย็น... คงเพราะกลุ่มเราเคยแต่นอนเต๊นท์ นอนเปล ตามป่าตามเขา  เจ้าบ่าวงานนี้เลยเตรียมที่พักเป็นบ้านพัก
ในอุทยานน้ำตกพลิ้ว ซึ่งใกล้ชิดธรรมชาติ นอนฟังเสียงน้ำตกกันอย่างสุนทรีย์  

 วันรุ่งขึ้นหลังจากอิ่มท้องจากอาหารทะเลมื้อกลางวันแล้วเราคิดวางแผนกันว่าจะแวะเที่ยวที่ไหนก่อนดีเพื่อไม่ให้เสียเที่ยวตามประสาคนรักธรรมชาติ ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ  

 ในที่สุด คุ้งกระเบน อ่าวเจ้าหลาว เป็นตัวเลือกไม่มีใครค้าน 

อ่าวคุ้งกระเบน หรือศูนย์การศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน  
โครงการพัฒนาป่าชายเลนเสื่อมโทรมตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 

แต่เดิมนั้น อ่าวคุ้งกระเบน เป็นป่าชายเลนเสื่อมโทรม จนกระทั่งเมื่อ 28 ธันวาคม พศ.2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวฯทรง พระราชดำรัสต่อผู้ว่าราชการจังหวัด..ให้พิจารณาพื้นที่เหมาะสม
 จัดทำโครงการพัฒนา ด้านอาชีพการประมงและการเกษตรในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลและจังหวัดจันทบุรี  
ซึ่งในคราวนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงินที่ราษฎรจังหวัดจันทบุรีทูลเกล้าฯถวายเป็นทุนเริ่มดำเนินการ 

ดังนั้นในปี พ.ศ. 2525 จังหวัดจันทบุรีได้จัดตั้ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่  

และพื้นที่บริเวณใกล้เคียง เป็นสถานที่ฟื้นฟูดูแลสภาพแวดล้อมของชายฝั่งทะเล ให้มีสภาพสมบูรณ์ต่อมาได้พัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ปี 2545 ประเภทองค์กรส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว 



อ่าวคุ้งกระเบน ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ และผู้มาเยี่ยมเยือนได้สนุกสนานเพลิดเพลิน  กับการเดินชื่นชมบรรยากาศสัมผัสเรียนรู้กับพืชพรรณป่าชายเลนที่มีมานานกว่า 200 ปี และทั้งที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทอดน่องเรื่อยเปื่อยไปตามสะพานไม้ทอดยาวไกลไป จนสิ้นสุดระยะทาง 1600 เมตร เพื่อสูดกลิ่นอายความบริสุทธิ์ของอากาศ เย็นสดชื่น และความร่มรื่นตลอดเส้นทาง


นอกจากบรรยากาศร่มรื่น และทิวทัศน์สวยงามระหว่างทางเดิน เรายังได้ความรู้เกี่ยวกับชื่่อพันธ์ 
ไม้ของป่าชายเลน ไม่ว่าจะเป็น โกงกาง แสม ประสักดอกแดง ลำพูทะเล และโดยป้ายบอกรายละเอียด  
ไว้ตามต้นไม้ชนิดนั้นอย่างชัดเจน มีศาลาพักระหว่างทางเป็นระยะๆ และให้ความรู้เกี่ยวกับ ป่าชายเลนและธรรมชาติของป่าทุกๆจุดเช่นกัน นอกจากนั้นเรายังสนุกสนานกับการถ่ายรูป เพราะหลายๆมุม สวยงามมากจนอดใจไม่ไหวที่จะเปลี่ยนจากตากล้องมาเป็นนางแบบเสียเอง  

นอกจากนี้ยังมีสัตว์น้ำทะเล..ทั้งปลาตีน ปูก้ามดาบวิ่งเล่นซุกซนกันอย่างสนุกสนาน ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกเพลิดเพลินใจไปด้วย 
ในอดีตอ่าวคุ้งกระเบนอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าทะเล ดังนั้น จึงเป็นแหล่งที่หลบภัยและวางไข่ ของสัตว์ทะเลหลายชนิด โดยเฉพาะ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่เรียกว่า พะยูน หรือหมูดูด หรือวัวทะเล 
แต่ปัจจุบัน สัตว์ชนิดนี้สูญพันธ์ไปแล้วเหลือแต่ อนุสรณ์ และตำนานเล่าต่อกันมา


ในพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ชาวจันทบุรีจึงมีอู่ข้าว อู่น้ำ มีลมหายใจที่บริสุทธิ์ เกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งแล้ว

ในความเป็นจริงมนุษย์เราไม่ค่อยตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ ไม่สนใจในสิ่งที่พ่อหลวงของแผ่นดินทรงคิด แก้ และปฏิบัติจนกระทั่งได้เห็นผลสำเร็จแล้วอย่างมากมาย แต่มุ่งให้ความสำคัญกับบริโภคนิยม วัตถุนิยม หลงติดอยู่กับความศิวิไลซ์ จนเกินควรและนำความเสียหายมาให้บ้านเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน


ศ. ดร. สนิท แก้วอักษร นักวิชาการชาวไทยที่ศึกษาวิจัยป่าชายเลน 
ได้ให้นิยามความสำคัญของป่าชายเลนไว้มากมาย โดยเปรียบป่าชายเลนว่าเป็นเสมือน "บ้าน" 
ของพันธุ์สัตว์น้ำและพันธุ์พืชนานาชนิด ที่ใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเจริญเติบโต เป็นเสมือน "ครัว" 
ซึ่งได้ธาตุอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตพืชและสัตว์จากเศษใบไม้ที่หลุดร่วงสลายเป็นอาหารในดิน เป็นเสมือน "โรงบำบัดน้ำเสีย" 
เนื่องจากรากและลำต้นของพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ เป็นด่านกรองสิ่งปฏิกูลในน้ำก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเล
 เป็นเสมือน "โรงยา" 
ด้วยพืชหลายชนิดมีสรรพคุณทางสมุนไพรบำบัดอาการของโรคต่างๆ ได้ดี เป็นเสมือน "ปอด"
เนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ร่มรื่น ช่วยให้อากาศบริเวณชายฝั่งทะเลสะอาด บริสุทธิ์ เป็นเสมือน "สะพาน" ที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ชายฝั่งและทะเล และที่สำคัญ คือ เป็นเสมือน "อู่ข้าวอู่น้ำ"
ของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งได้ทำประมง และใช้ประโยชน์จาพืชนานาพันธุ์เพื่อการดำรงชีวิต ป่าชายเลนจึงเปรียบเสมือนลมหายใจของสิ่งมีชีวิตที่ต้องดำรงอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันอย่างสมดุลตามธรรมชาติ แต่ในระยะหลายสิบปีที่ป่านมา สภาพป่าชายเลนตามแนวชายฝั่งด้านอ่าวไทยและด้านทะเลอันดามันถูกทำลายไปมาก ซึ่งหากปล่อยปละละเลยกันต่อไป อาจเกิดผลกระทบที่จะสร้างความเสียหายต่อสมดุลทางระบบนิเวศธรรมชาติมากเกินกว่าจะแก้ไขได้ทัน และป่าชายเลนอาจกลายเป็นเพียงภาพในอดีตที่เคยปรากฏบนผืนแผ่นดินไทยเท่านั้น

ข้อมูลอ้างอิง

http://www.rspg.or.th/articles/mangrove/mangrove_1.htm




วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ศรัทธาภาพภาคปฏิบัติ..พระเจ้าแผ่นดิน


เนื่องมาจาก..ประโยคหนึ่งที่เขียนลงTwitterและFacebook
เมื่อเช้าวานนี้(๒๙ กันยายน ๒๕๕๔)
ขณะนั่งรถกลับบ้าน แทนที่จะหลับตาพักสมองเสียสักพักหนึ่ง สมองวิ่งวุ่นจุ้นคิดถึงแต่ประโยคที่โปรยไว้ก่อนออกไปทำงาน..


แม้จะท้าทาย แต่ไม่สนุกเลยถ้าต้องปีนขึ้นไปทำงานอยู่บนภู..และถ้าเราไม่ลงมาคลุกดิน 


คุณจะรู้ไหมว่าดินดี ดินเปรี้ยว หรือดินเสียอย่างไร?


อันที่จริง..ประโยคนี้เพียงจะบอกตัวเองว่า..การทำงานอะไรก็แล้วแต่
ถ้าจะให้สนุกต้องลงมือทำเอง เพื่อเรียนรู้หลายๆสิ่ง หลายๆอย่างจากคน จากงาน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในอนาคต
กำลังจะบอกตัวเองว่าการขึ้นไปกำหนดจุดยุทธศาสตร์โดยไม่รู้จักพื้นที่และผู้คนในพื้นที่ไม่ต่างอะไรกับทำงานอยู่ท่ามกลางความมืดมิด บรรยากาศเงียบสงบและวังเวงเกินไป

ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคิด ย้ำไปย้ำมา ไม่จบเสียที หรือต้องการย้ำเตือนตัวเอง

เมื่อคิดหลายทบหลายรอบวนไปวนมา ทำให้นึกถึง
หลักปรัชญาการทำงานของในหลวงซึ่ง
พระองค์ได้ทรงทำงานอย่างหนักและทำให้เรามองเห็นปรัชญา แนวคิดได้หลายๆแง่มุมทีเดียว
เคยได้ยินเพื่อนบางคนรับราชการ ขยันและตั้งใจทำงานมาก พูดว่า "เราทำงานเกินเวลาเพียงวันละชั่วโมงสองชั่วโมงยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ในหลวงได้ทรงงานอย่างหนักทั้งชีวิตเพื่อประชาชน"




ดังนั้นคนไทยจึงเกิดความศรัทธา และความจงรักภักดี  เกิดสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ คุณงามความดี
ที่พระองค์ทรงงานหนักเพื่อคนไทยและความยั่งยืนของชาติไทยมาตลอดเวลาการครองราชย์
ตลอดจนพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ที่ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีต่อคนไทยทั้งปวง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงประทับอยู่บนที่สูงสุดเกินใครจะอาจเอื้อม 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเป็นเทวดาที่มีลมหายใจของปวงประชาทั้งแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระราชอำนาจที่มิเคยทรงใช้เกินหลักทศพิธราชธรรม


แล้วเหตุใดเล่า
พระองค์จึงทรงเดินทางด้วยเท้าเพื่อเยี่ยมเยียนประชาชนซึ่งอยู่ห่างไกลความเจริญ 
ทรงขับรถด้วยพระองค์เองแม้ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายระหว่างการเดินทางเยี่ยมพสกนิกร
แล้วใยพระองค์ท่านทรงคลุกเข่าลงกับพื้นปฐพีเสมอกับประชาชนของพระองค์เพื่อทรงพระดำรัสถึงทุกข์สุขของประชาชนและมีพระราชดำริแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนด้วยความห่วงใย??

ประชาชนในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช 
ได้เรียนรู้ เข้าใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระองค์
ว่าได้ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อใคร?

หรือแม้แต่ได้เรียนรู้หลักปรัชญา แนวคิดในการทำงานอย่างทุ่มเทของพระองค์ได้อย่างถ่องแท้และสามารถนำมาปฏิบัติได้ในทุกๆโอกาส ทุกๆสถานการณ์
เพียงแต่ขอให้..ดูสิ่งที่พ่อทำ จำสิ่งที่พ่อสอน


ขอขอบคุณภาพในหลวงจากอินเตอร์เนต