วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

จงยิ้ม..ให้กับความเจ็บปวด



นับจากลืมตาตื่นในทุกๆวัน
ชีวิตมีการเดินทางไปพร้อมๆกับเข็มนาฬิกา
ทุกๆลมหายใจเข้าออก กำหนดจิต นับการเดินทางอย่างไม่รู้ตัว
ผ่านไปทุกๆนาที อย่างสงบ เยือกเย็น
บางครั้งร้อนรน รุกเร่งแข่งกับเข็มนาฬิกา..เพื่อไปให้ทันกันและกัน
ในบางคราว แม้เร่งรัด ปัดอุปสรรคเล็กๆน้อยออกไป
แต่ยังมิวาย..หลายๆอย่างสวนทางเข้ามาชน ล้มคว่ำคะมำหงาย
ในบางทีลุกขึ้นเพื่อก้าวต่อ..แต่อาการบาดเจ็บในแต่ละคราว
ทำให้การลุกขึ้นสู้ในแต่ละครั้งทุลักทุเล
และทุกๆครั้ง..ต้องคอยย้ำเตือนและให้กำลังใจตัวเอง..ว่า

จงยิ้ม..ให้กับความเจ็บปวด


(ขอบคุณภาพเด็กน้อยจาก อินเตอร์เนต)

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

ทฤษฎีแกล้งดิน"เปรี้ยว"ของในหลวง




"ทฤษฎีแกล้งดิน" ฟังแปลกๆ รู้สึกแปลกๆ ทำไมต้องแกล้งดิน เคยมีคนตั้งคำถามกับผู้เขียนว่า ดินเป็นอะไร ทำไมต้องแกล้งดิน ผู้เขียนตอบไม่ได้ และยังไม่มีคำตอบให้เขาจนวันนี้ 

ตอนเด็กๆ เคยนั่งรถผ่านผืนดิน ทุ่งกว้างไกลสุดตา ฤดูฝนน้ำท่วม ฤดูไม่มีฝนก็เป็นทุ่งหญ้า มีต้นไม้ใหญ่อยู่บ้างเป็นประปราย เคยถามพ่อ(ของผู้เขียน)ว่าทำไมที่บริเวณนี้ถึงว่างเปล่า เหมือนเป็นทุ่งนา แต่ไม่เคยเห็นปลูกข้าว พ่อบอกว่า ดินเปรี้ยวปลูกอะไรไม่ได้หรอก (ช่วงระหว่างตำบลบ่อทอง อ.หนองจิก กระทั่งถึงตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี)

ทำไมดินเปรี้ยว??
ดินเปรี้ยวเพราะเป็นดินที่มีอินทรียวัตถุคือรากพืชเน่าเปื่อยอยู่ข้างบน และในระดับความลึกประมาณ 1-2 เมตร มีลักษณะเป็นดินเลนสีเทาปนน้ำเงินซึ่งมีสารประกอบไพไรต์หรือกำมะถันอยู่มาก ดังนั้น เมื่อดินแห้ง กรดกำมะถันก็จะทำปฏิกิริยากับอากาศทำให้แปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด


ซึ่งหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ทรงพบว่า ดินในพื้นที่พรุ หรือโพระ ที่มีการชักน้ำออก เพื่อจะนำที่ดินมาใช้ทำการเกษตรนั้น แปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ผล จึงมีพระราชดำริให้ส่วนราชการต่าง ๆ พิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุงพื้นที่พรุที่มีน้ำแช่ขังตลอดปีให้เกิดประโยชน์ในทางการเกษตรมากที่สุดและให้คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ด้วย 

ดังนั้นศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ดำเนินการสนองพระราชดำริโครงการ " แกล้งดิน " เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดิน 


เริ่มจากวิธีการ " แกล้งดินให้เปรี้ยว " คือทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไป เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้น " แกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด " จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้ วิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัดตามแนวพระราชดำริ คือควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เพื่อป้องกันการเกิดกรดกำมะถัน จึงต้องควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีสารไพไรท์อยู่ เพื่อมิให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนหรือถูกออกซิไดซ์

จากการทดลอง ทำให้พบว่า วิธีการปรับปรุงดินตามสภาพของดินและความเหมาะสม
มีอยู่ ๓ วิธีการด้วยกัน คือ
1. ควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เพื่อป้องกันการเกิดกรดกำมะถัน จึงต้องควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีสารไพไรท์อยู่ เพื่อมิให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนหรือถูกออกซิไดซ์ 

2.การปรับปรุงดิน มี 3 วิธีการ ตามสภาพของดินและความเหมาะสม 
คือใช้น้ำชะล้างความเป็นกรด เมื่อล้างดินเปรี้ยวให้คลายลงแล้วดินจะมีค่า pH เพิ่มขึ้นอีกทั้งสารละลายเหล็กและอลูมินั่มที่เป็นพิษเจือจางลงจนทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะถ้าหากใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตก็สามารถให้ผลผลิตได้
การใช้ปูนผสมคลุกเคล้ากับหน้าดิน เช่น ปูนมาร์ล ปูนฝุ่นซึ่งปริมาณของปูนที่ใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเป็นกรดของดิน
การใช้ปูนควบคู่ไปกับการใช้น้ำชะล้างและควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เป็นวิธีการที่สมบูรณ์ที่สุดและใช้ได้ผลมากในพื้นที่ซึ่งดินเป็นกรดจัดรุนแรง และถูกปล่อยทิ้งเป็นเวลานาน


3. การปรับสภาพพื้นที่ มีอยู่ 2 วิธี คือ
การปรับระดับผิวหน้าดิน ด้วยวิธีการ คือ
ปรับระดับผิวหน้าดินให้มีความลาดเอียง เพื่อให้น้ำไหลไปสู่คลองระบายน้ำ
ตกแต่งแปลงนาและคันนาใหม่ เพื่อให้เก็บกักน้ำและระบายน้ำออกไปได้
การยกร่องปลูกพืช สำหรับพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล หรือไม้ยืนต้นที่ให้ผลตอบแทนสูง ถ้าให้ได้ผลต้องมีแหล่งน้ำชลประทานเพื่อขังและถ่ายเทน้ำได้เมื่อน้ำในร่องเป็นกรดจัด การยกร่องปลูกพืชยืนต้นหรือไม้ผล ต้องคำนึงถึงการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่นั้น หากมีโอกาสเสี่ยงสูงก็ไม่ควรทำ หรืออาจยกร่องแบบเตี้ย ๆ พืชที่ปลูกเปลี่ยนเป็นพืชล้มลุกหรือพืชผัก และควรปลูกเป็นพืชหมุนเวียนกับข้าวได้

ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดช จึงทำให้ประชาชนมีพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตรบนผืนดินผืนนาว่างเปล่าเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
พระบาทสมเด็จไม่เคยนิ่งเฉยดูดายต่อปัญหาของประชาชน พระองค์ท่านมีสายพระเนตรมองเห็นปัญหาในขณะที่ไม่มีใครมองเห็น พระองค์ทรงงานแก้ไข และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆจนกระทั่งประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

สืบเนื่องด้วยในศุภวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติครบ 60 ปี คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2549 เห็นชอบตามที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเสนอเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” จาก “โครงการพระราชดำริแกล้งดิน” ในเขตจังหวัดนราธิวาส และกำหนดให้วันที่ 5 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” 
 

คงไม่มากเกินไปใช่ไหม ถ้าประชาชนผู้รักในหลวงทั้งหลายทั้งมวลจะทำอะไรบ้างเพื่อเป็นตอบแทนพระองค์มากกว่าการท่องคาถาเรารักในหลวง


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

พระเมตตาของในหลวงกับชาวเชียงตุง

วันนี้นั่งเฝ้าหน้าจอทั้งวัน คลิกหาทฤษฎีแกล้งดินของพระเจ้าอยู่หัว อ่านแล้วอ่านอีกจนย่ำเย็นยังเขียนออกมาไม่ได้


เปิดไฟล์หาภาพถ่ายไปเรื่อยๆ มาสะดุดภาพๆหนึ่ง..ซึ่งเคยถ่ายมาจากเชียงตุง จังหวัดหนึ่งของรัฐฉาน ประเทศพม่า เป็นภาพอดีต เป็นภาพความทรงจำดีๆ เป็นความปลาบปลื้ม เป็นความตื้นตันใจน้ำตาซึม

เกือบสี่ปีมาแล้ว มีโอกาสได้ไปเที่ยวเชียงตุง เป็นช่วงที่พม่ากำลังรบกันเอง ช่วงที่พม่าไล่ยิงพระสงฆ์ที่เขาอ้างว่าแข็งข้อกับรัฐบาล เป็นช่วงที่เราจองทัวร์ไว้แล้วและตั้งใจจะไปให้ได้ เราลุ้นกันเหลือเกินขอให้สถานการณ์สงบโดยเร็ว และติดต่อกับทัวร์ตลอด..ขอให้เขาเช็คกับทางการท่องเที่ยวของพม่า ทริปนั้นลูกทริปยกเลิกกันหมด เหลือแต่ฉันและเพื่อนอีก ๒ คนเรียกว่าดื้อดึงดันจะไปให้ได้ ทีแรกถ้าเหลือแค่นี้ทริปนี้จะถูกยกเลิก โชคดียังมีพี่ๆคู่สามีภรรยาอีก ๒ คน ไปด้วย แต่ต้องเปลี่ยนการเดินทางจากรถตู้เป็นรถทัวร์และไปต่อรถแท๊กซี่ที่ทางบริษัททัวร์เตรียมไว้แล้วที่แม่สาย ไม่มีปัญหาเราสบายใจมากแม้จะเป็นรถทัวร์หรือรถแท๊กซี่ก็ตามเพราะเป็นส่วนตัวเหมือนไปกันเอง คนขับแท๊กซี่เป็นชาวพม่า พูดภาษาอังกฤษได้เล็กน้อย ดังนั้นคุยกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างต่างคนต่างก็สเนคๆฟิชๆ..

เชียงตุง เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศไทยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยได้ส่งพลตรี ผิน ชุณหะวัณ ไปเป็นข้าหลวงใหญ่ครองเมืองเชียงตุง จนกระทั่งญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่๒จึงต้องคืนเมืองให้กับอังกฤษ

เชียงตุง ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวไทใหญ่ ไทเขิน ชาวเขาเผ่าต่างๆมากมาย และพม่า เราไม่มีปัญหาเรื่องภาษากับชาวไทใหญ่เพราะใช้ภาษาเหมือนกับภาษาคำเมืองของภาคเหนือประเทศเรา 

เชียงตุงเป็นความประทับใจที่อยากเล่าให้ฟังมากมาย แต่วันนี้ขอเขียนเล่าสั้นๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดช 

Kyainge Tong New Hotel
อดีตคือราชวังหลวงหรือหอคำหลวงของเมืองเชียงตุง ปัจจุบันพม่าทุบทิ้งและสร้างเป็นโรงแรม
(ขอบคุณภาพจากhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=727820)

เจ้าของรีสอร์ทเป็นชาวไทใหญ่เป็นไกด์นำเที่ยวเชียงตุงในคราวนี้ ได้พาเราไปเยี่ยมชมวังเก่าของเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลงผู้ครองเมืองเชียงตุง จะว่าพาเยี่ยมชมก็ไม่เชิงเพราะวังเก่าได้เปลี่ยนเป็นโรงแรมKyainge Tong New Hotel และรองรับแขกคนสำคัญๆเท่านั้น และในส่วนที่ใกล้ๆกัน..กำแพงติดกันก็เป็นคุ้มของเจ้าบุญวาทย์วงศา ซึ่งเป็นโอรสองค์หนึ่งในองค์ของเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลงกับเจ้านางบุญยวง พระชายา๑ใน ๖ พระองค์


เจ้าบุญวาทย์วงศาเคยต้อนรับกองทัพไทยและให้เป็นกองบัญชาการที่นำโดยหลวงเสรีเริงฤทธิ์ในคราวที่กองทัพพายัพไทยบุกเข้าเชียงตุงช่วงสงครามโลกที่๒


ปัจจุบันคุ้มเจ้าบุญวาทย์เหลือเพียงแต่ผู้ดูแลที่อายุมากแล้ว ความจำบางตอนยังใช้ได้แต่บางตอนคุณตาก็ลืมไปแล้ว หูก็ไม่ดี ถามอะไรไปก็ไม่ได้ยิน คุณตารื้ออัลบั้มเก่าๆที่ยังพอเหลือไว้ในคุ้มออกมาให้ดูและเล่าว่าใครเป็นใครบ้าง บุตร ธิดาของเจ้าบุญวาทย์ บ้างก็อยู่ลาว บ้างก็อยู่ประเทศฝรั่งเศส ไม่มีใครอยู่ทีนี่อีก เราเปิดอัลบั้มภาพไปเรื่อยๆ คุยกันไปรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเพราะคุณตาลืม คุณตาไม่ได้ยิน และเรื่องราวลึกๆถามมากไม่ได้เพราะขณะนั้นพม่าอยู่ในสถานการณไม่ปกติ ประชาชนไม่มีอิสระ คุณตาจะบอกว่าเรื่องนี้พูดไม่ได้ดอก ที่นี่ไม่เหมือนเมืองไทย..อ๋อ..ลืมบอก คุณตาพูดภาษาไทยได้ เราจึงคุยกันรู้เรื่อง 

คุณตาพูดถึงเมืองไทยเหมือนคนไทยคนหนึ่ง เราเปิดอัลบั้มไปเรื่อยจนกระทั่งสะดุดตากับภาพสมเด็จพระเทพฯ ภาพในหลวง และราชวงศ์องค์อื่นๆ เราจึงถามว่าคุณตารู้จักหรือ?เป็นคำถามโง่ๆนะ แค่อยากรู้ว่าคุณตารู้สึกอย่างไร คุณตาพูดถึงในหลวง สมเด็จพระเทพฯและองค์อื่นๆด้วยความรักและบอกว่าคนไทใหญ่ที่นี่รักประเทศไทย รักในหลวง คุณตาเล่าว่าในหลวง มีพระมหากรุณธิคุณต่อชาวไทใหญ่หลายประการ เจ้าแห่งคุ้มนี้ต่างก็เป็นมิตรกับพระราชวงศ์นี้ เคยไปมาหาสู่กันพูดไปคุณตาน้ำคลอเบ้า เราก็ฟังไป น้ำตารื้น ก้อนอะไรวิ่งมาจุกอก พูดไม่ออกต้องถอยออกมา


สังเกตริชแบนเรารักในหลวงข้อมือคุณตา

คุณตาใส่ริชแบนสีเหลืองโชว์เราด้วย บอกว่าใส่อยู่ตลอดเวลา แต่คุณตาได้มาอย่างไรคราวนี้เราเองจำไม่ได้คลับคล้ายว่ามาร่วมงานเฉลิมฉลองอะไรสักอย่างของในหลวงและเคยได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯซึ่งมีภาพถ่ายเป็นประจักษ์(ตอนนั้นกล้องถ่ายแบตเตอรี่กำลังจะหมดแสงไม่พอ ไม่มีภาพมาฝาก)

เป็นความทรงจำ เป็นความประทับใจและตื้นตันในหัวใจ พ่อหลวงของเราเป็นที่รักของคนทั้งโลก

..นอกจากความอัจฉริยภาพ ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนชาวไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯแล้ว น้ำพระทัยและพระเมตตาของพระองค์ได้แผ่รัศมีออกไปกว้างไกล ทั่วทั้งเอเชียกระทั่งเป็นที่ปลาบปลื้มและเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านหลายๆประเทศอดใจที่จะจงรักภักดีไม่ได้





ขอบคุณข้อมูล

ประวัติศาสตร์เมืองเชียงตุง
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%87
เจ้าฟ้ารัตนะอินแถลง
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

จากกังหันน้ำชัยพัฒนาถึงรางวัลระดับโลกของพ่อหลวง


ประเทศไทยมีในหลวงเป็นกษัตริย์ผู้มีอัฉริยะ ทรงมีพระราชดำริ คิดค้นประดิษฐ์งานต่างๆออกมามากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เพื่อประโยชน์ของปวงประชาราษฎร์ทั้งสิ้น

คงยากยิ่งนักที่หาพระมหากษัตริย์องค์ใดในโลกนี้
 ทรงประทับลงตรงผืนดินและมีพระราชดำรัสถึงทุกข์ สุข ปัญหาของปวงประชา
คงยากที่จะได้แลเห็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกนี้ เอาน้ำพระทัยใส่ใจ คิดแก้ปัญหา ทอดพระเนตรการดำเนินการ กระทั่งแก้ปัญหาให้พสกนิกรได้ใช้ประโยชน์ได้จริงจนกระทั่งสำเร็จผล


พระราชจริยวัตรของพระองค์ในแต่ละวัน ทรงงานหนักมาตลอดการครองราชย์ ๖๐ กว่าปี
เพื่อประชาราษฏร์ทั้งสิ้น ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลแลเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

พระองค์มีพระปรีชาสามารถคิดค้น ประดิษฐ์เครื่องมือ อุปกรณ์ช่วยในการแก้ปัญหาตลอดเวลา
ดังเช่น..ปัญหาน้ำเสียในกรุงเทพ แม่น้ำ ลำคลองต่าง และทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ 
ตลอดจนการบัดบัดน้ำเสียในองค์กรต่างๆ
พระองค์ทรงแลเห็นปัญหาน้ำเน่าเสียมากขึ้นทุกวันและเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต
ของประชาชนต่อไปในอนาคต ดังนั้นจึงได้คิดค้น..กังหันน้ำ หรือกังหันชัยพัฒนา

กังหันชัยพัฒนา เป็น กังหันน้ำเพื่อบำบัดน้ำเสียด้วย วิธีการหมุนปั่นเติมอากาศ
ให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดี เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำแก่ปวงชน
 สามารถประยุกต์ใช้บำบัดน้ำเสีย จากการอุปโภคของประชาชน น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม 
รวมทั้งเพิ่มออกซิเจน ให้กับบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร

กังหันน้ำชัยพัฒนาสร้างขึ้น เพื่อการแก้มลพิษทางน้ำซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่
วิวัฒนาการของกังหันน้ำชัยพัฒนานั้น เริ่มจากการสร้างต้นแบบได้ครั้งแรกในปี 2532 แล้วนำไปติดตั้งยังพื้นที่ทดลองเพื่อแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในความเดือดร้อนทุกข์ยากที่เกิดขึ้นนี้ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพน้ำเสียในพื้นที่หลายแห่งหลายครั้ง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขน้ำเน่าเสีย
ในระยะแรกระหว่างปี พ.ศ. 2527-2530 ทรงแนะนำให้ใช้น้ำที่มีคุณภาพดีช่วยบรรเทาน้ำเสียและวิธีกรองน้ำเสียด้วยผัก ตบชวาและพืชน้ำต่างๆ ซึ่งก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ผลในระดับหนึ่ง

การศึกษา วิจัย และพัฒนา

กรมชลประทานรับสนองพระราชดำริในการศึกษาและสร้างต้นแบบ โดยดัดแปลงเครื่องสูบน้ำพลังน้ำจาก "กังหันน้ำสูบน้ำทุ่นลอย" เปลี่ยนเป็น "กังหันน้ำชัยพัฒนา" และได้นำไปติดตั้งใช้ในกิจกรรมบำบัดน้ำเสียที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2532 และที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2532 เพื่อศึกษา วิจัย และพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นระยะเวลา 4-5 ปี

คุณสมบัติ

กังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (Chaipattana Low Speed Surface Aerator) ซึ่งเป็น Model RX-2 หมายถึง Royal Experiment แบบที่ 2 มีคุณสมบัติในการถ่ายเทออกซิเจนได้สูงถึง 1.2 กิโลกรัมของออกซิเจน/แรงม้า/ชั่วโมง สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ ติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ สระน้ำ หนองน้ำ คลอง บึง ลำห้วย ฯลฯ ที่มีความลึกมากกว่า 1.00 เมตร และมีความกว้างมากกว่า 3.00 เมตร


หลักการและวิธีการทำงานของกังหันน้ำชัยพัฒนา 

๑.โครงกังหันน้ำรูป 12 เหลี่ยม ติดตั้งซองพรุนบรรจุน้ำโดยรอบจำนวน 6 ซอง

๒. รูพรุนของซองน้ำเมื่อขับเคลื่อนด้วยเกียร์มอเตอร์ จะหมุนรอบ ทำให้ซองน้ำวิดตักน้ำ โดยสามารถวิดน้ำลึกลงไปจากใต้ผิวน้ำประมาณ 0.50 เมตร

๓. เมื่อซองน้ำถูกยกขึ้น น้ำจะสาดกระจายเป็นฝอยเหนือผิวน้ำ ได้สูงถึง 1 เมตร ทำให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างน้ำกับอากาศมาก ทำให้ออกซิเจนสามารถละลายเข้าไปในน้ำ ได้อย่างรวดเร็ว 

๔.น้ำที่ตกลงมายังผิวน้ำนั้นจะเกิดฟองอากาศ จมตามลงไปใต้ผิวน้ำด้วย ในขณะที่ซองน้ำกำลังเคลื่อนที่ลงสู่ผิวน้ำแล้วกดลงไปใต้ผิวน้ำนั้น จะเกิดการอัดอากาศภายในซองน้ำจนกระทั่งซองน้ำจมน้ำเต็มที่ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายเทออกซิเจนได้สูงขึ้น 

กังหันน้ำชัยพัฒนาได้นำมาติดตั้งใช้งานกับระบบบำบัดน้ำเสียตามสถานที่ต่างๆ 
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2532 และได้มีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายที่จะให้มีการบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกในการใช้งาน ประหยัดค่าใช้จ่าย 
และบำรุงรักษาได้ง่าย ตลอดจนมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน 
การบำบัดมลพิษในน้ำด้วยการใช้เครื่องกลเติมอากาศ กังหันน้ำชัยพัฒนา ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ 
ทำให้น้ำใสสะอาดขึ้น ลดกลิ่นเหม็นลงได้มากและมีปริมาณออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้น สัตว์น้ำ
สามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย และสามารถบำบัดความสกปรกในรูปของมวลสารต่างๆ ให้ลดต่ำลง ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

รางวัลเทิดพระเกียรติ 


เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 เครื่องกลเติมอากาศ กังหันน้ำชัยพัฒนา ได้รับการพิจารณาและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย นับเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศเครื่องที่ 9 ของโลกที่ได้รับสิทธิบัตร และเป็นครั้งแรกที่ได้มีการรับจดทะเบียนและออกสิทธิบัตรให้แก่พระบรมราชวงศ์ด้วย จึงนับได้ว่าเป็น สิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและเป็นครั้งแรกของโลก 

กังหันน้ำชัยพัฒนามีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
ได้ประกาศให้กังหันน้ำชัยพัฒนาได้รับรางวัลที่ 1 ในประเภทรางวัลผลงานคิดค้น หรือสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติประจำปี 2536 และทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลนี้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสดุดีถึงพระปรีชาสามารถในการคิดค้นเครื่องกลเติมอากาศชนิดนี้ว่าสามารถบำบัดน้ำเสียได้ดียิ่ง

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น "วันนักประดิษฐ์" 
เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ซึ่งสืบเนื่องจากการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย
 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536

สำหรับรางวัลเทิดพระเกียรตินานาชาตินั้น The Belgian Chamber of Inventor ซึ่งเป็นองค์กรสิ่งประดิษฐ์ที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป ได้จัดงาน Brussels Eureka 2000: 49th Anniversary of the World Exhibition of Innovation, Research and New Technology ระหว่างวันที่ 14-20 พฤศจิกายน 2543 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม

               ในงานนี้ คณะกรรมการนานาชาติและกรรมการประจำชาติ ได้มีพิธีประกาศรางวัลต่อนักวิจัย นักประดิษฐ์ และผู้เข้าชมงานว่า "รางวัลต่างๆ ที่ประกาศในวันนี้ มิใช่ว่าจะพิจารณามอบให้กันอย่างง่ายๆ สิ่งประดิษฐ์ทุกๆ สาขา จะต้องสามารถนำไปใช้งานได้กว้างขวาง เกิดประโยชน์ต่อากรพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ทั่วโลก ดังนั้น Chaipattana Low Speed Surface Aerator, Model Rx-2 เป็นที่น่าสรรเสริญให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ดีเด่นในครั้งนี้"

นอกจากนี้ คณะกรรมการนานาชาติได้กล่าวสดุดีพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า
"พระมหากษัตริย์ของไทยทรงเป็นนักพัฒนา มีพระวิริยะอันสูงส่งรวมทั้งพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ที่ดีทรงงานหนักเพื่อประชาชนของพระองค์ ทรงใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่าย สิ่งประดิษฐ์ในพระองค์สามารถนำไปพัฒนาใช้งานได้อย่างกว้างขวางทั่วโลก"

รางวัล เหรียญรางวัล และประกาศนียบัตร ที่คณะกรรมการนานาชาติและกรรมการประจำชาติทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับการประดิษฐ์ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" ดังนี้


ถ้วยรางวัล MINISTER J. CHABERT เป็นรางวัลผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ดีเด่น มอบโดย Minister of Economy of Brussels Capital Region


ถ้วยรางวัล Grand Prix International เป็นรางวัลผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ดีเด่น มอบโดย International Council of the World Organization of Periodical Press


เหรียญรางวัล Prix OMPI Femme Inventeur Brussels EUREKA 2000 พร้อมประกาศนียบัตรเป็นรางวัลด้านสิ่งประดิษฐ์ดีเด่นระดับโลก มอบโดย World Organization of Intellectual Prope


ถ้วยรางวัล Yugoslavia Cup เป็นรางวัลสรรเสริญในพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มอบโดยกลุ่มประเทศยูโกสลาเวีย


เหรียญรางวัลGold Medal with Mention พร้อมประกาศนียบัตร เป็นรางวัลสรรเสริญในพระอัจฉริยภาพแห่งการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพมอบโดย Brussels Eureka 2000

ปัจจุบัน ได้มีการวิจัยเพื่อประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศ 9 รูปแบบ คือ 

๑. เครื่องกลเติมอากาศระบบเป่าอากาศลงไปใต้น้ำและกระจายฟอง Chaipattana Aerator, Model RX-1

๒. เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำแบบหมุนช้า หรือ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" Chaipattana Aerator, Model RX-2 

๓. เครื่องกลเติมอากาศระบบเป่าอากาศหมุนใต้น้ำ หรือ "ชัยพัฒนาซุปเปอร์ฟองแอร์" Chaipattana Aerator, Model RX-3 

๔.เครื่องกลเติมอากาศแรงดันน้ำ หรือ "ชัยพัฒนาเวนจูรี่" Chaipattana Aerator, Model RX-4 

๕. เครื่องกลเติมอากาศระบบอัดและดูดอากาศลงใต้น้ำ หรือ "ชัยพัฒนาแอร์เจท Chaipattana Aerator, Model RX-5 

๖. เครื่องกลเติมอากาศแบบตีน้ำสัมผัสอากาศ หรือ "เครื่องตีน้ำชัยพัฒนา" Chaipattana Aerator, Model RX-6 

๗. เครื่องกลเติมอากาศแบบดูดและอัดน้ำลงไปที่ใต้ผิวน้ำ หรือ "ชัยพัฒนาไฮโดรแอร์" Chaipattana Aerator, Model RX-7

๘. เครื่องมือจับเกาะจุลินทรีย์ หรือ "ชัยพัฒนาไบโอ" Chaipattana Bio-Filter, Model RX-8 

๙. เครื่องกลเติมอากาศแบบกระจายน้ำสัมผัสอากาศ หรือ "น้ำพุชัยพัฒนา" Chaipattana Aerator, Model RX-9 

การดำเนินงานได้ผลสำเร็จดีน่าพึงพอใจ สามารถทำให้นำใสสะอาดขึ้น ลดกลิ่นเหม็นลงไปได้มาก และมีปริมาณออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้น สัตว์น้ำต่างๆ อาทิ เต่า ตะพาบน้ำ และปลา สามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย ตลอดจนสามารถบำบัดความสกปรกในรูปของมวงสารต่างๆ ให้ลดต่ำลงได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร้องขอให้มูลนิธิชัยพัฒนาและกรมชลประทานเข้าไปช่วยเหลือในการบำบัดน้ำเสียอย่างเร่งด่วนเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น วัด โรงพยาบาล สถานที่ราชการอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
กังหันน้ำชัยพัฒนา จึงเป็นที่ยอมรับในประสิทธิภาพของการบำบัดน้ำเสียทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถแก้ไขและปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่ายแต่ผลที่ได้รับนั้นยิ่งใหญ่และมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างแท้จริง

ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง องค์ภูมิพล  ผู้คิดค้นแนวคิดต่างๆมากมายเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติ
คนไทยโชคดีที่ได้เกิดบนแผ่นดินสยาม 
คนไทยโชคดีที่มีพ่อหลวงผู้อัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

ด้วยความขอบคุณ
ข้อมูลและภาพจากมุลนิธิชัยพัฒนา
http://www.chaipat.or.th/chaipat/index.php?option=com_content&view=article&id=18%3Achaipattana-water-turbine-development&catid=19&Itemid=220&lang=th&limitstart=1

คลังปัญญาไทย
http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2

และภาพจากอินเตอร์เนต

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

น้ำพระทัยห่วงใยประชาชนดุจพ่อห่วงใยลูก


หนังสือหลายๆเล่มถูกรื้อออกมากองเรียงรายเพื่อหาข้อมูลอ้างอิง แม้มีข้อมูลมากมายซึ่งหาได้จากอินเตอร์เนตแต่ บางทีก็ต้องการความไม่เหมือนบ้างเช่นกัน


มีใครอีกสักกี่คนยังพอจำเรื่อง..พรุบาเจาะ กันได้บ้างนะ ความจริงแล้วไม่น่าต้องถามถึงพรุบาเจาะ เพียงแต่จะกล่าวถึงเรื่องราวของภาคใต้โดยเฉพาะ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ หลายๆคนยังรู้สึกว่า..ไกล อันตราย และน่ากลัว 
พรุบาเจาะ อยู่ในพื้นที่หมู่บ้านชูโว อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส คนภาคใต้เรียกพรุ..ว่าโพระ ซึ่งหมายถึง แอ่งน้ำขนาดใหญ่เช่นเดียวกับหนองและบึง ซึ่งมีน้ำขังโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชเคยประทับเฮลิคอปเตอร์จากปัตตานีไปยังจังหวัดนราธิวาส ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีสนามบินบ้านทอน นราธิวาส โดยผ่านแอ่งน้ำพรุหรือโพระบาเจาะนี้ เมื่อถึงนราธิวาส พระเจ้าอยู่หัวก็มีกระแสรับสั่งถามข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เฝ้าฯรับเสด็จทันที ว่าได้ทอดพระเนตรเห็นที่มีน้ำขังเป็นพื้นที่กว้างใหญ่นั้คืออะไร น้ำขังอยู่ทั้งปีหรือไม่
และทรงมีพระราชปรารภว่า "ถ้าหากไขน้ำออกจากพรุบาเจาะได้จะมีที่ให้ประชาชนได้ใช้ทำมาหากินอีกประมาณแสนไร่"   

ฉันตระหนักเสมอว่าประชาชนคนไทยโชคดีที่มีในหลวง 

น้ำพระทัยของในหลวงทรงระลึกถึงประชาชนอยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้น พระองค์ทรงศึกษาและทรงพระกรุณาพระราชทานให้กรมชลประทานรับไปพิจารณาว่า จะมีทางไขน้ำออกจากพรุบาเจาะหรือไม่ จากนั้นกรมชลประทานก็ดำเนินงานโดยขุดคลองไขน้ำออกจากพรุ ระบายลงทะเล 
สองปีต่อมาพรุบาเจาะแห้งเป็นพื้นที่ราบ และทำให้ประชาชนมีพื้นที่เพาะปลูก ทำการเกษตรเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ ไร่ 
ระหว่างที่กำลังดำเนินงานอยู่นั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จแล้วเสด็จอีกเพื่อไปทอดพระเนตรและพระราชทานคำแนะนำ ซึ่งรวมไปถึงการให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หาวิธีจัดสรรที่ดินใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม
ซึ่งปัจจุบัน ถ้าถามถึงพรุบาเจาะ คงไม่มีคนรู้จักนอกจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังอยู่

พรุบาเจาะ เป็นอีกหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัย ความห่วงใยประชาชน
ดุจพ่อห่วงใยลูก

ขอบคุณข้อมูล"พรุบาเจาะ"จากหนังสือ รอยพระยุคลบาท
บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร

ข้อมูลเพิ่มเติม
โครงการระบายน้ำพรุบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส  เริ่มเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ เสร็จสิ้นในปี พ.ศ.๒๕๒๔ สามารถจัดสรรที่ดินได้มากถึง ๑๑๙,๐๐๐ ไร่ รับผิดชอบโครงการโดยกรมชลประทาน