แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชวงศ์จักรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชวงศ์จักรี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

เปิดบันทึกของคน"รักพ่อภาคปฏิบัติ"

รักพ่อออกนอกหน้า กระทั่งก้าวออกมาเป็น"รักพ่อภาคปฏิบัติ" 
อย่างเป็นรูปธรรม


เกิดจากคนกลุ่มคนสังคมออนไลน์ Facebook ที่มีความรักชาติ หวงแหนแผ่นดิน และจงรักภักดีต่อพ่อองค์พระภูมิพล เกิดจากอุดมการณ์ และมุ่งมั่น ในเจตนารมย์ มุ่งมั่นในอุดมการณ์อย่างแรงกล้า ยึดมั่นในความเป็นธรรมของสังคม ยึดความถูกต้องในการก้าวเดินในแต่ละย่างก้าว ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นก้อน ร่วมกิจกรรมพิสูจน์ความตั้งใจ พิสุจน์หัวใจกันมา

ถึงวันนี้เรามั่นใจและขอคารวะในน้ำใจอันหาญกล้าของทุกคน

ระหว่างทาง ระหว่างการทำงาน ได้เกิดคำถามขึ้นมาจากเพื่อนๆที่เฝ้าดูกิจกรรมของเรามาระยะหนึ่ง

ทำงานกันหรือเปล่า หรือนี่คืองาน?
ใครสนับสนุนค่าใช้จ่าย??

คำตอบ...เราเป็นกลุ่มกิจกรรมอิสระ ทุกคนมีหน้าที่การงาน แต่ทุกคนมีจิตสาธารณะ มีจิตอาสา 
เสียสละความสุขส่วนตัวในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม สละเวลาบางเวลาถ้ามีเรื่อง
เร่งด่วนต้องปฏิบัติการ

ไม่มีใครสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายใดๆที่เกิดขึ้นจากการทำงาน เพื่อนๆในกลุ่มช่วยกันสนับสนุน
ตามกำลัง หรือเพื่อนๆ พี่ๆ อยู่ต่างประเทศ อยู่ต่างจังหวัด ไม่สามารถมาร่วมกิจกรรมได้แต่ขอมี
ส่วนร่วมบ้างก็ช่วยสนับสนุนเข้ามาบ้างตามกำลังและความจำเป็น ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถ ค่าอาหาร
 หรือค่าใช้จ่ายใดๆ ใช้จ่ายเงินส่วนตัวกันทั้งสิ้น  
ทุกคนมีมุ่งมั่น ก้าวออกมาเดินเส้นทางสายนี้  เพราะ..จุดหมาย ปลายทาง คือแสดงความจงรักภักดี
และปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกัน

ปัญหาส่วนตัว บางครั้งเป็นเรื่องใหญ่...แต่ปัญหาใหญ่กว่าคือชาติบ้านเมืองและส่วนรวม

รักพ่อภาคปฏิบัติ..ทำกิจกรรมเป็นรูปธรรมมาแล้วหลายอย่าง ที่เห็นเป็นข่าวว่อนบนโลกไซเบอร์
และเป็นเป้าหมายการโจมตีซึ่งอาจนำอันตรายมาสู่ผู้ปฏิบัติการนั่นคือ การออกไปตามเช็ด ตามล้าง 
ขัดถู ป้ายหรือกำแพงที่ถูกขีดเขียน พ่นสเปรย์ ไม่เอา มาตรา 112 และใช้คำหยาบคาย ส่อเสียดถึง 
สถาบันกษัตริย์ การนัดกันเข้าชมภาพยนตร์ และนำร้องเพลงสรรเสริญให้กึกก้องเพื่อกระตุ้นต่อมสำนึกของคนรักพ่อหลวง การไปถวายพระพรและถวายสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่โรงพยาบาลศิริราช ทุกๆวันอาทิตย์ เพื่อเป็นแบบอย่างให้คนรักพ่อ กล้าลุกขึ้นมาทำอะไรที่เป็นรูปธรรมเพื่อพ่อบ้าง หรือการเขียนบทความเทิดพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯให้แพร่กระจายออกสู่สังคมออนไลน์ให้มากที่สุด และเรายังมีกิจกรรมอื่นๆที่ยังอยู่ในระหว่างการผลิตงานออกสู่สังคม
ต่อไปในเร็ววันนี้

กิจกรรมของกลุ่มคนรักพ่อภาคปฏิบัติ..ถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยคนกลุ่ม "คนไทย ร่วมต่อต้าน 
เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน"   http://ut9.us/hqg
เสมือนว่าเป็นกิจกรรมของเขา โดยไม่เคยมาเจรจาขอร่วมกิจกรรม ขออนุญาต หรือขอความร่วมมือ
ภาพปฏิบัติการ ล้าง เช็ด ขัดถู ข้อความไม่เอามาตรา ๑๑๒ และข้อความหมิ่น เสียดสี สถาบันกษัตริย์)

เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายไม่รักพ่อ นำกิจกรรมของเราไปผูกโยงกับการที่ มีการจับกุมชายคนหนึ่งอายุราว 40 ปี สมาชิก facebook ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยการกล่าวหาว่า กลุ่มกิจกรรมรักพ่อภาคปฏิบัติ   เป็นกลุ่มที่เป็นเหตุให้มีการจับกุม โดยอ้างอิงโพสต์ของกลุ่ม 

คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน
ข่าวดี วันนี้ทางกลุ่มพี่ๆ ที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการสืบหา และจับพวกหมิ่น ซึ่งได้ดำเนินการติดต่อไปยัง Facebook ทางสหรัฐ และทางโน้นเค้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ได้แจ้ง IP-Address รวมไปถึงพิกัดของผู้ทำเพจ Facebook หมิ่นในหลวงของเรา ซึ่งวันนี้ ทีมงานของพี่ ๆ เค้า ได้นำตำรวจเข้ารวบตัวในที่พักแถวลาดพร้าวได้ 1 รายแล้วครับ เป็นชายหนุ่ม อายุประมาณ 40 ปี ใช้ชื่อเพจว่า "เราจะครองแผ่นดินโดย......." และ จะติดตามรายอื่นๆ ต่อไป

ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มรักพ่อปฏิบัติตั้งแต่แรกเริ่ม ขอเปิดใจแทน
คนรักพ่อภาคปฏิบัติ และคนรักพ่อทุกส่วนว่าเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับกลุ่ม 
"คนไทย ร่วมต่อต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน"
 และเราไม่ใช่ส่วนเกี่ยวกับข้องการเข้าจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิด หมิ่น 
จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงดังที่
 Thai E News. http://thaienews.blogspot.com/2011/09/facebook.html นำเสนอข่าวแต่อย่างใด

รักพ่อภาคปฏิบัติ  เราไม่รังเกียจหรือปิดกั้นการแสดงออกถึงการรักพ่อ ไม่ได้สงวนสิทธิ์การรักพ่อไว้เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและเราต้องการแนวร่วมจิตบริสุทธิ์ร่วมงานกับเราอีกจำนวนมาก เพียงแต่เดินขอให้เดินไปด้วยกันด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อกัน
ทั้งพูดคุย หารือเรื่องแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นกิจลักษณะ 



(ภาพการร่วมถวายสัตย์ฯ ล่าสุด ๑๑ กันยายน ๒๕๕๔)


ดังนั้นเราขอเชิญชวนคนรักพ่อออกมาปฏิบัติหน้าที่ของลูก ด้วยการสวดมนต์ การถวายพระพร
ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ โรงพยาบาลศิริราช
 ทุกวันอาทิตย์ เวลา ๑๐ โมงเช้า พบกัน ณ ลานพระบรมรูปพระราชบิดา
จากนี้ไปจนกระทั่งถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๔


วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

โครงการหลวง"ปางอุ๋ง"เชียงใหม่

เพราะการเดินทางคือกำไรของชีวิต
เพราะการเดินทางคือการได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างช่วงเวลาที่หมุนผ่านไป


ต้นฤดูหนาวของปี มีแผนไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน แต่ผู้เขียนเป็นไข้หวัดใหญ่รับฤดูกาล นอนซมเป็นอาทิตย์ แม้กระนั้นก็เถอะฟื้นไข้ได้ก็จัดกระเป๋าขึ้นรถทัวร์ไปกับเพื่อนๆโดยไม่มีเงื่อนไข

การเดินทางแต่ละครั้ง แม้บางครั้งเจออุปสรรคระหว่างทาง แต่ในขณะเดียวกันก็เก็บความประทับใจใส่ความทรงจำกลับมาเสมอ

"  ปางอุ๋ง"   เป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวง อยู่ในเขตตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในคราวนั้นเราเที่ยวแม่ฮ่องสอน แต่ช่วงเช้าตรู่ ได้นั่งรถย้อนจากแม่ฮ่องสอนไปยังปางอุ๋ง ขึ้นเขาขึ้นดอยฝ่าความมืดไปท่ามกลางความเหน็บหนาว ใช้เวลาเกือบ ชม.และนั่งรถกลับในช่วงสายๆ กลับมานั่งบ่นเสียดายว่า ทำไมเราไม่หิ้วเต๊นท์หรือติดต่อที่พักมานอนสัมผัสอากาศหนาวเหน็บ  จิบชาร้อน ๆ นั่งนับดาวในยามค่ำคืนและตื่นมาสูดบรรยากาศดีๆ  สดชื่น ให้เต็มปอด ที่นี่กันนะ


โครงการหลวงเกิดขึ้นได้อย่างไร?

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่ทิ้งประชาชน  พระองค์เสด็จเยี่ยมประชาชนทุกแห่งหน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกล การเดินทางจะลำบากลำบนเพียงใด
และในขณะที่พระองค์เสด็จไปเยี่ยมประชาชนในเขตภาคเหนือนั้น ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นชาวเขามีวิถีการดำเนินชีวิตเป็นประเพณี คือเร่ร่อนไปอยู่ตามเทือกเขาสูงและห่างไกลสังคมเมือง แม้จะเป็นไปโดยธรรมชาติแต่ไม่เป็นผลดีกับตัวเขาเองและถิ่นที่อยู่อาศัย ขาดการศึกษา สุขพลานามัยที่ดี ขาดความเข้าในที่จะรักษาดิน น้ำและป่า  ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสายในภาคเหนือและเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงเกษตรกรรมในเขตที่ราบลุ่มของภาคกลาง อีกทั้งชาวเขามีอาชีพทำการเกตรเลื่อนลอย มีการถากถางทำลายป่า เพื่อปลูกฝิ่นซึ่งเป็นสิ่งเสพติดมอมเมาทำลายเยาวชนของชาติอันเป็นอันตรายร้ายแรงของประเทศและโลก และยากต่อการเข้าไปควบคุม  และยากต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต  เพราะชาวเขาไม่เข้าใจถึงเป็นชาติไทยเป็นคนไทย  และกฎหมายบ้านเมืองของประเทศที่ตนอาศัยอยู่นั่นเอง

จากที่ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นถึงสภาพความเป็นจริงและทรงเข้าพระราชหฤทัยในปัญหาความทุกข์ยากของราษฎร  จึงทรงโปรดเกล้าฯ  ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์เมื่อปี  ๒๕๑๒  โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากราษฎร  รัฐบาลไทย  และรัฐบาลต่างประเทศร่วมกัน  โครงการพัฒนาเศรษฐกิจชาวเขาไทยภูเขาขององค์การสหประชาชาติ  
โดยในระยะเริ่มแรกนั้นมีหม่อมเจ้าภีศเดช  รัชนี  เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่ง
ผู้อำนวยการโครงการหลวง 


เป้าหมายของโครงการ

         ๑. ช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม
         ๒. ช่วยชาวเขาโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ  คือ  ต้นน้ำลำธาร
         ๓. กำจัดการปลูกฝิ่น
         ๔. รักษาดินและใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง  คือให้ป่าอยู่ในส่วนที่ควรเป็นป่า  และทำไร่สวนในส่วนที่ควรเพาะปลูก  อย่าให้ส่วนทั้งสองนี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน
         ๕. ผลิตพืชผลเพื่อเพิ่มประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศ

โครงการหลวงจึงเกิดขึ้นในเขต ๕ จังหวัดของภาคเหนือ และปัจจุบันได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เช่นโครงการหลวงดอยอินทนนท์ โครงการหลวงดอยอ่างขาง ฯลฯ

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง 

บ้านปางอุ๋ง เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ก่อตั้งขึ้นมานาน กว่า 50 ปี อยู่ในเขตตบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีชาวเขาเผ่าม้ง และกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ เดิมเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น และทำไรเลื่อนลอย โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ดูและรับผิดชอบ และประสานงานในการส่งเสริมการปลูกพืชให้เพียงพอแก่ความต้องการบริการบริโภคในท้องถินหาพันธ์พืชชนิดใหม่ทดแทนฝิ่น ส่งเสริมการทำเกษตรถาวร เน้นการปลูกไม้ผลเมืองหนาว ปลูกเป็นพืชระยะยาว และพัฒนาปัจจัยพื้นฐานให้มีมาตรฐานทางการสังคมที่ดีขึ้น

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง มีความสูงระดับน้ำทะเลระหว่าง 1.000-1.500 เมตร หรือ 48.068.54 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน
พื้นที่ราบอยู่ตามหุบเข้าต้นน้า ปางเกี๊ยะ
กิจกรรมการท่องเที่ยว ประกอบด้วยการชมแปลงผักปลูกมันฝรั่ง แครอท อโวกาโด ชมไร่ลิ้นจี่นอกฤดูกาล ชมแปลงผักสาธิตกาแฟราบิก้า ของชาวเผ่าม้ง ชมแปลงปลูกสมุนไพรและแปลงไผ่ 

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯพ่อหลวงของปวงชน ประชาชนจึงได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีพื้นที่ทำมาหากิน เป็นหลักแหล่งมั่นคง ชาวเขาชนเผ่าต่างๆ ไม่ต้องระหกระเหเร่ร่อน ไปอยู่แห่งใดอีก

ชาวเขาชาวดอยมีการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดี  มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ต้นไม้ ป่าเขา และต้นน้ำถูกทำลายน้อยลง 
ชาวเมืองก็มีแหล่งท่องเที่ยว ให้เลือกสรร ได้สัมผัสบรรยากาศสวยงาม ได้ความประทับใจยามไปเยี่ยมเยือนกลับมาเป็นรางวัลของชีวิต


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.thai-tour.com/wb/view_topic.php?id_topic=166



วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บันทึกคำสอนของพ่อองค์ภูมิพล..เรื่อง ความพอเพียง


ลูกรักจงมองโลกให้สดใส
จงมองโลกให้กว้างไกล
จงมองโลกด้วยดวงใจ
และจงมองโลกว่า"ไม่เป็นไร"
ลูกรัก..ลูกจะคิดอะไรก็ได้ แต่ให้คิดด้วยความรัก
ลูกจะพูดอะไรก็ได้ แต่ให้พูดด้วยความรัก
ลูกจะทำอะไรก็ได้ แต่ให้ทำด้วยความรัก
ลูกจะรักอะไรก็ได้ แต่ให้รักด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ลูกรัก..ความสุขที่แท้จริงมิได้มาจากภายนอก 
แท้จริงแล้ว ความสุขล้วนมาจากภายใน
คือจิตใจของเรานั่นเอง
ลูกรัก..เพื่อการพอเพียง..พ่อขอบอกแก่ลูกว่า
ลูกจงลดการใช้วัสดุต่างๆ ให้น้อยที่สุด
ปฏิบัติตามที่พ่อได้สั่งสอนไว้
ลดการใช้ถุงพลาสติกเป็นปิ่นโต
ลดการใช้แก้วน้ำพลาสติกและหลอดพลาสติก
เปลี่ยนการใช้ถึงพลาสติกเป็นตะกร้าจ่ายกับข้าว
ใช้ถุงผ้าใส่กับข้าวแล้วนำมาซักต่อไป
ประกอบอาหารทานที่บ้านเพื่อความปลอดภัย
ลดการกินไขมันเพื่อป้องกันมะเร็ง
กินแต่อาหารนึ่ง ต้ม อย่ากินอาหารทอด
ลดปริมาณขยะทางจิตใจ
โดยการใช้น้อย กินน้อย เก็บน้อย
เจียดส่วนเกินช่วยเหลือสังคม.

จากหนังสือ...บันทึกคำสอนของพ่อ..พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช